ข้ามเวลามาเป็นภรรยาสามีขาพิการ
เยว่ฉีตื่นขึ้นมาในร่างหญิงสาวต่างโลกและพบว่าตนแต่งงานกับหานลั่วอี้ อดีตอัจฉริยะที่ถูกพิษจนขาและเส้นลมปราณเสียหาย ชีวิตคู่และการรักษาจึงเริ่มต้นขึ้น
สารบัญ
การเตรียมงานเลี้ยงที่หานลั่วอี้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ฝึกปราณขั้นเจ็ดเป็นไปอย่างราบรื่น ทุกอย่างถูกจัดขึ้นในเวลาเพียงไม่นาน รวมถึงการเชิญเหล่าผู้มีหน้ามีตาของเมืองโม่ฉีมาร่วมงานด้วย ซูอวี้เหยามองความหน้าใหญ่ของหานอวี้ก็ได้แต่ก
“เกิดเรื่องวุ่นวายอันใดกัน” เสียงนี้ดึงความสนใจของคนทั้งหมดได้ทันที หานลั่วอี้หันไปมองผู้มาใหม่ยังคงเป็นท่านปู่ที่ให้บรรยากาศอบอุ่นไม่เปลี่ยน ทว่าความรู้สึกที่เขามีต่อผู้อาวุโสสูงสุดในบ้านแตกต่างจากเดิมไปนานแล้ว เป็นเรื่
“เตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วใช่ไหม?” หานลั่วอี้เอ่ยถามภรรยา “พร้อมแล้ว รถม้าเล่า” “อีกไม่ถึงสองเฟินรถม้าจะมาถึง” “เข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบออกไป ก่อนจะหันมาเห็นว่าเด็กชายตัวน้อยมีท่าทีเป็นกังวล “ลั่วซานเป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนห
คนถูกมองถึงกับตัวสั่นทั้งที่ตอนแรกยังรู้สึกตกตะลึงระคนประหลาดใจเมื่อเห็นว่าคุณชายใหญ่ขาหายดีแล้ว ทว่าพอสบเข้ากับดวงตาสีดำลุ่มลึกร่างกายถึงกับแข็งค้างไม่อาจเคลื่อนไหวได้ไปชั่วขณะหนึ่ง “มีอะไร” น้ำเสียงราบเรียบที่สามารถแช่
“ลั่วซานพยายามเข้า ใช่ อย่างนั้นเก่งมาก!!” ซูอวี้เหยาพูดให้กำลังเด็กชายตัวน้อยในสิ่งที่กำลังทำอยู่ หลังหานลั่วซานพยายามฝึกฝนอย่างหนักมาตลอดสองเดือน ตั้งแต่รู้ว่าเด็กชายฝึกปราณได้ ทั้งสามคนก็ฝึกปราณร่วมกันมาตลอด ตอนนี้ซูอ
เขาดีใจมากกว่าตอนที่ตนกลับมาเดินได้เสียอีก ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูขึ้นมาจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ “ลั่วซาน ฮึก เป็นเหมือนพี่ใหญ่ได้แล้วหรือ เป็นได้แล้วจริง ๆ หรือ ฮึก ฮืออพี่ใหญ่ลั่วซานเป็นเหมือนพี่ใหญ่ได้แล้ว…
เขาดีใจมากกว่าตอนที่ตนกลับมาเดินได้เสียอีก ความรู้สึกมากมายพรั่งพรูขึ้นมาจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ “ลั่วซาน ฮึก เป็นเหมือนพี่ใหญ่ได้แล้วหรือ เป็นได้แล้วจริง ๆ หรือ ฮึก ฮืออพี่ใหญ่ลั่วซานเป็นเหมือนพี่ใหญ่ได้แล้ว…
ผ่านมาร่วมสัปดาห์แล้วตั้งแต่ที่หานลั่วซานตื่นขึ้นมา ช่วงแรกเด็กชายตัวน้อยยังมีท่าทางหวาดกลัวไม่กล้าพูดจาหรืออ้อนขอในสิ่งที่ต้องการ แต่พอเวลาผ่านไปความสดใสที่หานลั่วอี้เคยเล่าให้ฟังก็เริ่มปรากฏให้เห็น “พี่สาว ลั่วซานอยากก
“ท่านพี่…ละ…ลั่วซานขอโทษ” เสียงเล็กติดสะอื้นกับใบหน้าน้อย ๆ ของเด็กชายที่ยืนขาสั่นแทบจะล้มลงไปได้ตลอดทำเอาซูอวี้เหยาตกใจ เด็กน้อยกำมือชิดหน้าอกท่าทางหวาดกลัว บนใบหน้ามีน้ำตาคลออยู่ ยังไม่ทันที่เด็กน้อยจะได้เอ่ยอันใดออกมา
ตั้งแต่หานลั่วอี้ออกจากการฝึกปราณก็ผ่านมาแล้วกว่าสองเค่อ ในที่สุดซูอวี้เหยาลืมตาขึ้นมา หญิงสาวสัมผัสได้ว่าฝ่ามือซึ่งเคยสัมผัสกันหายไปแล้ว ใบหน้างดงามพลันขมวดคิ้ว แต่พอภาพตรงหน้าเด่นชัดสิ่งที่ปรากฏให้เห็นกับมีเพียงความว่า
“หยกวิญญาณระดับสูงคุณภาพสูง หนึ่งร้อยก้อน!!!” “บ้าไปแล้ว!! นี่ข้ากำลังฝันอยู่หรือ หยกวิญญาณระดับสูงคุณภาพสูงหนึ่งร้อยก้อน!! ร้อยก้อนเชียวนะ ชาตินี้ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เห็นอีกหรือไม่!!” “นำออกมา ข้าจะประมูลด้วยเงินทั้งหม
“มาแล้วหรือ” “อื้อ ข้ามาแล้ว” ซูอวี้เหยาเดินไปนั่งข้างกายหานลั่วอี้ หลังประตูปิดลง มือซึ่งวางอยู่ข้างกายก็ย้ายมาประสานเข้ากับมือของนางหญิงสาวก้มมอง ก่อนจะเงยมองใบหน้าหล่อเหลาแสนคุ้นเคย ซึ่งแย้มยิ้มมองมา นางจึงใช้โอกาสที่
ข่าวการมีอยู่ของหยกวิญญาณระดับสูงสร้างความฮือฮาให้ผู้คนในเมืองโม่ฉีไม่น้อย ไม่เพียงแค่นั้น ผู้คนจากเมืองข้างเคียงยังเดินทางมายังเมืองโม่ฉี เพื่อหยกวิญญาณระดับสูง สิ่งนี้สร้างความปั่นป่วนในเมืองโม่ฉีเป็นอย่างมาก จำนวนคนใน
“เลิกพูดเหลวไหลแล้วเล่าชีวิตช่วงนี้มาให้พ่อฟัง สบายดีหรือไม่ มีคนกล้ามารังแกเจ้าหรือไม่” “ไม่มี ตั้งแต่ครั้งก่อนที่ข้าขอให้ท่านช่วยก็ไม่มีใครในเมืองนี้กล้ามีปัญหากับข้า คิดแล้วตัวข้าก็โชคดีไม่น้อยที่มีบิดาเก่งกาจเช่นท่าน
“เถ้าแก่ท่านหายไปหลายวันได้ของดีติดมือมาบ้างหรือไม่” หนึ่งในลูกจ้างคนสนิทเอ่ยถามเสินเทียน เถ้าแก่ร้านผู้มักจะอยู่ที่ร้านเสมอ ทว่าไม่กี่วันก่อนกับหายไปจากร้านและปล่อยให้เขาดูแล จะไม่ให้นึกสงสัยได้อย่างไร อีกทั้งยังหายไปพร
ซูอวี้เหยาใช้มืองัดหินออกจากกัน สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าเรียกความตกตะลึงจากคนทั้งสาม “ซูอวี้เหยาของในมือเจ้า ข้าซื้อ!!” เป็นเสินเทียนพูดขึ้นก่อนใคร ส่วนสามีภรรยาเฟิงได้แต่มองเพราะไม่อาจเอื้อม สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าไม่ใช่หยกวิญญา
กว่าทั้งสองคนจะออกจากห้องมาได้เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึงครึ่งชั่วยามและเมื่อทั้งสามคนเห็นว่าคนในบ้านออกมากันแล้วความกังวลบนใบหน้าหลัวหรูพลันหายไป เหลือไว้เพียงความโล่งใจ เฟิงซิ่วที่ไม่คิดอะไร กับเสินเทียนที่ถอนหายใจออกมาเฮือ
ภาพตรงหน้าทำหานลั่วอี้ประหลาดใจ กวาดตามองพื้นที่โดยรอบด้วยความรู้สึกซับซ้อน ภรรยามีความลับมากมายซึ่งเขาสงสัยมาตลอด ทว่ากลับไม่เคยเอ่ยถามด้วยกลัวว่าหากคาดคั้นต้องการมากเกินไป นางจะหายไปตลอดกาล จากตอนแรกที่ยอมรับมือซึ่งยื่
เขาไม่พูดอันใดออกมา ไม่สิต้องบอกว่าพูดอะไรไม่ออกเสียมากกว่า ถึงจะคาดเดาแผนการได้ประมาณหนึ่ง แต่พอมาเห็นกับตาตนเองผ่านความทรงจำของหานลั่วซานหัวใจพลันเจ็บปวดขึ้นมา ไม่ได้เจ็บปวดในความอำมหิตของนางแต่เจ็บปวดแทนเด็กชายตัวน้อย
หานลั่วซานเดินประคองถ้วยยาอย่างระมัดระวัง สายตามีความสุขยิ้มแย้มตลอดเวลา วันนี้ท่านแม่กอดเขา กอดนานมาก อ้อมกอดท่านแม่อบอุ่นอย่างที่คิดตลอดทางใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มมีความสุข บ่าวรับใช้หลายคนเห็นว่าคุ
อดีต “ท่านแม่มาหาลูก!!” เด็กชายตัวน้อยวัยหกขวบฉีกยิ้มกว้างดีใจที่มารดามาหา ท่านแม่ไม่ค่อยมาหาเขาเท่าใดนัก จึงมีน้อยครั้งที่เด็กน้อยจะได้เห็นหน้า หานลั่วซานวิ่งเต็มความเร็วเข้าไปใกล้ด้วยขาสั้นป้อม ดวงตากลมโตเต็มไปด้วยประก
แตกต่างจากเด็กชายตัวน้อย แม่ใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจ จะอยู่หรือตายนางก็คงไม่สนใจเช่นกัน ชายหนุ่มไม่อาจปฏิเสธแววตาคาดหวังจากนัยน์ตาบริสุทธิ์เขาจึงได้หลวมตัวตอบตกลงจะเล่นด้วย ตอนนั้นคิดว่า เล่นด้วยกันวันเดียวคงไม่เป็นไรถึงอย่
“จะ…เจ้าเป็นนักหลอมโอสถ!!” ซูอวี้เหยาส่ายหน้าเอ่ยเสียงเนือยนาบ วันนี้นางต้องรู้สึกเหนื่อยใจและผิดหวังกับบุรุษผู้นี้อีกกี่ครั้ง “ปิดปากเจ้าก่อน ท่าทางของเจ้า…” พูดพร้อมกับส่ายหัว “ซูอวี้เหยาเจ้าจะใจร้ายกับข้ามากเกินไปแล้ว
หลังรอคอยมาหนึ่งชั่วยามเสินเทียนก็มาถึงหมู่บ้านชวีซาน พอรถม้าจอดหน้าบ้านได้สนิทเขาก็รีบเปิดประตูลงจากรถก้าวยาว ๆ ไม่รอเจ้าของบ้านที่เดินตามหลังลงมา ซูอวี้เหยาส่ายหัวยิ้ม ๆ หมดสิ้นแล้วภาพคุณชายผู้สูงศักดิ์ เหลือเพียงเด็กต
ทั้งสามคนใช้เวลานานมากว่าจะสามารถขนก้อนหินทั้งหมดลงจากเขาชาวบ้านหลายคนเห็นพวกเขาเทียวขึ้นลงภูเขาพร้อมตะกร้าแบกหลังซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหิน จากตอนแรกที่สงสัยก็เกิดเป็นความคิดว่า หรือว่าทั้งสามคนจะเพี้ยนไปแล้ว กับครอบครัวเฟิง
“ไม่คิดว่าจะมีวันที่น้องเยว่มาชวนข้ากับพี่เฟิงขึ้นเขาก่อน” หลัวหรูเอ่ยหยอกเย้า ซูอวี้เหยายิ้มกว้าง “ต่อไปข้าคงได้รบกวนพี่ทั้งสองคนบ่อย ๆ ในหมู่บ้านมีเพียงพวกท่านที่ไม่รังเกียจครอบครัวข้า” ฟังคำเด็กสาวทั้งคู่พลันหลุดขำออก
เพราะมัวแต่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ซูอวี้เหยาจึงสัมผัสความผิดปกติหลังเลื่อนขั้นไม่ได้ ตอนนี้หัวใจซึ่งเคยเต้นแรงแทบจะหลุดออกมาทุเลาลงแล้วเหลือเพียงอาการใจเต้นเช่นยามปกติ พลังที่เพิ่มขึ้นมาซูอวี้เหยายังมิอาจควบคุม
เพื่อป้องกันเรื่องน่ารำคาญซึ่งอาจจะเกิดขึ้นตามมาทีหลังซูอวี้เหยาได้ขอให้หานลั่วอี้เขียนจดหมายถึงเสินเทียนหนึ่งฉบับ ในเนื้อหาจดหมายกล่าวถึงการปล่อยข่าวลือของตระกูลหาน ข่าวลือที่ว่าคือ ร้านเยว่ลั่วเปลี่ยนมือเถ้าแก่ร้านจากห
“เพราะร้านนั้นเป็นร้านของข้า!!” เสียงทรงพลังของผู้มาใหม่เรียกความสนใจจากคนทั้งหมด คราแรกที่มองเห็นใบหน้านั้น คนตระกูลหานต่างคิดว่า ใครกัน?แต่เมื่อเห็นว่าสตรีผู้มาใหม่ก้าวผ่านพวกเขาไปหยุดข้างกายหานลั่วอี้ก็พลันเข้าใจขึ้นม
กิจการร้านเยว่ลั่วมีชื่อเสียงมากขึ้นทุกวัน มีหรือที่ตระกูลใหญ่แห่งเมืองโม่ฉีจะไม่รู้ถึงการมีอยู่ และพอมีเรื่องคุณชายน้อยตระกูลไป๋ที่กลายเป็นฝึกปราณขั้นหนึ่งอย่างรวดเร็วยิ่งช่วยกระพือชื่อเสียงของร้านเยว่ลั่วออกไปทั่วทั้งเ
“ได้ความว่าอย่างไรบ้าง” “ดูแล้วคงสร้างบ้านใหม่ จากจำนวนคนเข้าออกแล้วคงหลังใหญ่ไม่น้อย” “คนเขามีเงินมากจะสร้างหลังใหญ่ก็ไม่แปลก” “เจ้าไปรู้อันใดมา” ชาวบ้านที่เกาะกลุ่มกันมีประมาณห้าคน พวกเขามองไปยังกำแพงบ้านพร้อมกับซุบซิบ
ร้านเยว่ลั่วยังคงครึกครื้นขายดีเหมือนเช่นทุกวัน ไม่สิตั้งแต่สองวันก่อนร้านเยว่ลั่วก็คึกคักมากกว่าเดิม ร้านยังไม่เปิดก็มีคนมารอรับกระดาษสั่งจองมากกว่าเดิมถึงสี่เท่า สาเหตุมาจากเมื่อสองวันก่อนมีข่าวว่าไป๋อวิ๋นคุณชายน้อยตระ
ผ่านมาสองเดือนแล้วตั้งแต่ซูอวี้เหยาเริ่มเปิดร้านอาหารตลอดสองเดือนที่ผ่านมานางทำงานไม่ได้พักแม้สักวันเดียว ซูอวี้เหยาที่อดทนทำงานหนักมาตลอดตอนนี้รู้สึกว่า ควรพอได้แล้ว พอในที่นี้ไม่ได้หมายถึงว่าเลิกทำงาน แต่หมายถึงว่าเลิก
ความครึกครื้นของร้านอาหารไม่ได้เกิดขึ้นเพียงวันเดียวแล้วหมดไป หลังผ่านไปสามสี่วันข่าวที่ว่ามีร้านอาหารซึ่งเต็มไปด้วยพลังวิญญาณปรากฏขึ้นก็ได้สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้คน ถึงขนาดมีครอบตรัวตระกูลใหญ่เดินทางมาเพื่อชิมอาหารในข
ชายหนุ่มทั้งสองคนที่ได้ลองชิมอาหารของร้านต่างเบิกตากว้างตกใจกับความพิเศษของอาหาร พวกเขาต่างก็เป็นผู้ฝึกปราณ จึงสัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณซึ่งแฝงอยู่ในอาหารทั้งสองจาน แถมพลังวิญญาณในอาหารยังช่วยยกระดับการฝึกปราณของทั้งคู่ไม่ต
กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ของน้ำแกงกระดูกหมูบวกกับรสเปรี้ยวเค็มเข้ากันได้เป็นอย่างดี ตอนที่กลืนน้ำแกงลงคอความชุ่มชื่นจากพลังสายหนึ่งพลันแผ่กระจายไปทั่วร่างช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า นอกจากน้ำแกงกระดูกหมูเข้มข้น ซูอวี้เหยายั
“หน้าร้านไม่เลวเลย ตกแต่งเรียบง่ายแต่น่าเข้า” หลัวหรูเอ่ยชม หน้าร้านเป็นแบบประตูเปิดออกไปด้านข้าง ด้านในร้านวางโต๊ะสำหรับนั่งทานอาหารสี่ชุดและหน้าร้านอีกสองชุดรวมเป็นหกชุด นอกจากป้ายชื่อร้าน ซูอวี้เหยายังได้สั่งทำป้ายแบบ
เช้าวันต่อมาซูอวี้เหยาเดินทางเข้าเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้นางพกความมั่นใจมามากกว่าหลายครั้งที่ผ่านมา ทั้งยังคาดหวังว่าจะสามารถได้หน้าร้านที่ดี “ท่านคงเป็นคนสำคัญของชายผู้นั้นจริง ๆ ” เสินเทียนเอ่ยยิ้ม ๆ คนผู้นั้นถึงขั้นออกค
เขาลอบมองสีหน้าภรรยาด้วยกลัวว่าคำพูดเมื่อสักครู่จะทำนางเจ็บปวด แต่พอเห็นว่านอกจากใบหน้าแดงระเรื่อ นัยน์ตาเป็นประกายตรงหน้าก็ไม่มีคลื่นอารมร์ใดอยู่เลย “ข้าไม่แน่ใจว่าตอนร่างกายไม่แข็งแรงจะสามารถตรวจสอบได้หรือไม่”คำตอบนางย
เช้านี้สิ่งที่ซูอวี้เหยาทำเป็นอันดับแรกนอกจากการตื่นขึ้นมาทำอาหารให้สามีคือการเข้าเมืองไปหาหน้าร้านสำหรับค้าขาย เมืองโม่ฉีแม้จะมีร้านแผงลอยมาขายอาหารเช้าอยู่เสมอสามารถขนของขึ้นรถเทียมลาไปตั้งแผงขายจุดที่ว่างได้แต่ดูจากอา
“ลั่วอี้ร่างกายของท่านเป็นเช่นไรบ้าง” ถึงจะเป็นคำถามไร้ที่มาแต่หานลั่วอี้กลับเข้าใจ มองภรรยาก่อนเอ่ย “ดีขึ้นมากแล้ว” “เช่นนั้นก็ดีแล้ว สิ่งที่ข้ามอบให้ท่านทุกวันดีหรือไม่” “ดียิ่ง ข้ารู้สึกได้ว่าเส้นลมปราณที่เคยเสียหายดี
“ท่านผู้กล้าของในมือท่านคือสิ่งใดหรือ?” เสียงสตรีเอ่ยถาม พอหันไปมองก็เห็นว่าเป็นคนเดียวกับที่เขายื่นมือช่วยเหลือ “ดอกรื่นรมย์” ทันทีที่คำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา สายตาชาวบ้านพลันหันขวับไปยังจุดเดียวกัน ถึงพวกเขาจะไม่ได้รับการ
“จะรีบไปที่ใด ข้ายังมีเรื่องจะคุยกับเจ้า” คำพูดเรียบง่ายไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับเชือดเฉือนความรู้สึกของคนฟังได้อยู่หมัด ซูอวี้เหยาก้าวไม่เร็วไม่ช้าตรงไปด้านหน้า ชาวบ้านหลายคนพอเห็นสายตาหญิงสาวก็พากันหวาดกลัว ก้าวถอยหลังหล
สัตว์อสูรที่บุกรุกหมู่บ้านส่วนมากเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่ง และมีระดับสองอยู่ประมาณสองตัว เขาจึงสามารถใช้พลังจัดการทั้งหมดในครั้งเดียว หลังปราณสีฟ้ากระทบสัตว์อสูรที่วิ่งนำขบวนเข้ามาใกล้ กลุ่มก้อนพลังขนาดเท่าสองฝ่ามือพลันขยา
บรรยากาศโดยรอบเรียกได้ว่าตึงเครียด ชาวบ้านหลายคนวิ่งออกมาจากบ้านมองตรงไปยังจุดเดียวกัน และยังมีชาวบ้านบางส่วนซึ่งกำลังทำงานในไร่อยู่ใกล้บริเวณตีนเขาวิ่งหนีมาทางพวกเขาทั้งสี่คน หานลั่วอี้ยื่นมือออกไปดึงภรรยามากอด ตบหลังเบ
“น้องเยว่? มาหาพี่มีเรื่องอันใดหรือไม่” หลัวหรูเอ่ยทักทายเป็นกันเองปกติแล้วเวลานี้ซูอวี้เหยามักจะทำอะไรบางอย่างอยู่ในบ้านเสมอ ทว่าวันนี้กลับมีเวลาว่างมาหานาง ซูอวี้เหยาฉีกยิ้ม “พี่หลัวข้านำอาหารมาให้พี่กับพี่เฟิงลองชิมดู
ผ่านมาครึ่งเดือนนับจากวันที่แยกออกมาจากจวนตระกูลหาน ทุก ๆ วันของพวกเขาเรียกได้ว่าราบรื่น นอกจากการปะทะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ กับหานลั่วเหมยวันนั้นทางตระกูลหานก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใดอีกเลย ครึ่งเดือนมานี้ซูอวี้เหยายังไม่ได้เริ่ม
ซูอวี้เหยาตอบรับออกมาอย่างไม่ใส่ใจ “อ๋อ ตระกูลหาน” ก่อนจะก้าวแยกตัวออกไป คนตระกูลนี้อยู่ให้ห่างหน่อยเป็นดี เดี๋ยวจะถูกเชื้อนิสัยเสียลามมาเปื้อนตัว “เจ้าจะไปไหน ข้ายังไม่อนุญาตให้เจ้าไป” หานลั่วเหมยเดินตามยื่นมือมากระชากแ
ซูอวี้เหยาออกมาจากร้านค้าหยกก็เดินหามุมลับสายตาคนถอดผ้าคลุมออกจากตัว ก่อนจะทำทีว่าไม่มีเรื่องอันใด แล้วเดินปะปนเข้าไปในฝูงคน ในมือมีเงินซูอวี้เหยาก็หายใจได้สะดวกขึ้น ใบหน้าติดกังวลก็คลายลง มีเงินก็ต้องใช้เงิน แม้ว่านางมี