ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: 穿书七零:我的炮灰丈夫十项全能
นิยายแปลไทย อ่านฟรี อัปเดตตอนต่อเนื่อง
สารบัญ
“อะไรนะ?!” เจียงจวินโม่ถึงกับพูดไม่ออก ตัวของเขาแข็งทื่อด้วยความตกใจกับคำพูดที่หลุดออกมาจากปากของลู่เซี่ย จริง ๆ แล้วลู่เซี่ยเองก็เพิ่งนึกถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน เธอจึงพูดออกไปโดยไม่ทันยั้งคิด แต่เมื่อได้พูดออกไปแล้ว เธอก
ปัญญาชนที่มีอยู่ก็แค่ไม่กี่คน ฝ่ายชายก็ไม่ได้สนิทกับลู่เซี่ยเท่าไหร่ คงไม่น่าใช้วิธีแบบนี้มาทำร้ายเธอหรอก เรื่องนี้ต้องเป็นฝีมือของปัญญาชนหญิงแน่ ๆ ปัญญาชนรุ่นพี่ก็ไม่น่าจะใช่ เพราะลู่เซี่ยค่อนข้างสนิทกับพวกเธอ จึงไม่มีเ
ลู่เซี่ยรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทำอะไรเฉินเอ้อร์ได้ หากจะปล่อยเขากลับไปง่าย ๆ แบบนี้ก็ไม่ยอมเช่นกัน ลู่เซี่ยนึกถึงจวงหงเหมยที่คิดร้ายกับเธอ จึงเอ่ยขึ้น “แกคิดจะกลับไปง่าย ๆ แบบนี้เหรอ? ฝันไปเถอะ” เฉินเอ้อร์ร้องโอดครวญ “คุณหน
ลู่เซี่ยจำชายคนนี้ได้ทันทีที่เห็น เขาคือ ‘เฉินเอ้อร์’ ไอ้ขี้เมาประจำหมู่บ้าน ลู่เซี่ยเคยคิดว่า หากชีวิตนี้เขาไม่มายุ่งกับเธอ เธอจะปล่อยเขาไปสักครั้ง แต่ไม่คิดเลยว่าเขายังกล้ามาวนเวียนแถวนี้ เธออยากจะเตะจุดสำคัญของเขาให้แ
โชคดีที่ช่วงเก็บเกี่ยวนี้กินระยะเวลาไม่นานนัก ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็เสร็จสิ้น ชาวบ้านต่างวุ่นวายอยู่กับการเกี่ยวข้าว ตอนนี้พวกเขากำลังตากข้าวอยู่ที่ลานตาก ด้วยตั้งใจจะตากข้าวให้แห้งก่อนจะถึงฤดูฝน หลังจากตากไปได้สองสามวัน ข
หลังจากที่ทั้งสองคนเข้าไปข้างในที่พักของปัญญาชน ทุกคนต่างก็หันมามองพวกเขา หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ทุกคนมองมาที่เจียงจวินโม่ต่างหาก ทุกคนคงได้ยินเสียงของสือชุนเยี่ยนกันหมดแล้ว ลู่เซี่ยเห็นว่าเจียงจวินโม่ดูอึดอัดใจเล็กน้อย เธ
วันนี้ลู่เซี่ยเลิกงานพร้อมซุนเสิ้งหนาน ทั้งคู่บังเอิญได้ยินเรื่องราวทั้งหมดนี้เข้าพอดี ซุนเสิ้งหนานขมวดคิ้วแน่น เห็นดังนั้นลู่เซี่ยจึงถามด้วยความกังวล “เป็นอะไรไปคะ?” “ฉันว่าสถานการณ์ของเจียงจือชิงในตอนนี้ดูจะไม่ค่อยดีเท
หลังจากวางของลง ซุนเสิ้งหนานก็หยิบแตงโมขึ้นมาชิมหนึ่งชิ้น “อืม หวานจริง ๆ คงเป็นแตงโมที่ปู่หลี่ปลูกสินะ ปีที่แล้วก็มีแต่ของเขานี่แหละที่หวาน” “ใช่ ของเขาแหละ ได้ยินมาว่าปีนี้ปลูกเยอะด้วยนะ ลูกชายแกยังเถียงกับแกอยู่เลย บอ
ไม่นาน ลู่เซี่ยก็เดินมาถึงร้านอาหารของรัฐ ตอนนี้เป็นเวลาอาหารกลางวันพอดี ในร้านอาหารของรัฐจึงมีคนอยู่ไม่น้อย ลู่เซี่ยมองเห็นร้านที่ขายอาหารประเภทเนื้อสัตว์ จึงรีบเดินเข้าไปสั่งทันที “สหายคะ รบกวนขอเนื้อผัดซอสแดงหนึ่งที่
ซุนเสิ้งหนานยิ้มให้บาง ๆ ก่อนจะตอบ “น้องสาวคนที่สองของฉันกำลังจะแต่งงาน ฉันตั้งใจจะไปดูของขวัญให้เธอสักหน่อย” เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็เข้าใจได้ในทันที แต่ก็อดรู้สึกเศร้าใจแทนไม่ได้ ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยได้ยินซุนเสิ้งหนาน
เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยของทุกคน สีหน้าของโจวหลายเอ๋อร์ก็เปลี่ยนไปทันที ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอก็หัวเราะเยาะตัวเอง “พวกเธอทุกคนคิดว่าฉันใช้อุบายถึงได้แต่งงานแบบนี้ คิดดูถูกฉันสินะ? แต่ถ้าฉันไม่ใช้อุบาย ฉันก็จะไม่ได้อะไรเลย พวกเ
ณ ที่พักของปัญญาชน บรรยากาศเงียบสงบ ทุกคนดูเงียบขรึม อาจจะยังคงรู้สึกกระเทือนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้านี้ เมื่อลู่เซี่ยเข้ามาในห้องก็พบว่า ตำแหน่เตียงที่เคยเป็นของอวี๋ฟาง ในเวลานี้มีโจวหลายเอ๋อร์นอนอยู่ เธอรู้สึกปร
ลู่เซี่ยทำเช่นเดียวกับครั้งก่อน เธอใส่ซี่โครงหมูลงในหม้อ จากนั้นก็เทน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากกาต้มน้ำลงไป หลังจากนั้นก็เริ่มก่อไฟ เมื่อผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็นำหัวไชเท้าและเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ใส่ตามลงไป ไม่นานนักกลิ
เมื่อลู่เซี่ยและคนอื่น ๆ มาถึงตัวเมือง พวกเขาก็แยกย้ายกันไปก่อน นอกจากลู่เซี่ยแล้ว คนอื่น ๆ ต่างก็ไปที่ทำการไปรษณีย์เพื่อรับของ ลู่เซี่ยไปที่ร้านสหกรณ์เพียงคนเดียว ตอนที่ลู่เซี่ยไปถึง แผงขายเนื้อก็ขายเนื้อดี ๆ หมดเกลี้ยง
ขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น หญิงชราคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามา ทันทีที่หูเจี้ยนจวินพูดเรื่องจะแต่งงานกับโจวหลายเอ๋อร์จบ เธอก็ปฏิเสธทันควัน “ฉันไม่เห็นด้วย ฉันไม่เห็นด้วยที่แกจะแต่งงานกับโจวจือชิงคนนี้ แกเก็บคำพูดขอ
ทุกคนไม่รู้ว่าโจวหลายเอ๋อร์ไปไหน แต่ในเวลานี้ทุกคนต่างมีความรู้สึกซับซ้อนอยู่ในใจ พวกเขาไม่คิดว่าเธอจะทำเรื่องแบบนี้เพื่อผู้ชายเพียงคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ในสายตาของใครหลาย ๆ คน โจวหลายเอ๋อร์กับเฉินเสวี่ยมีความสัมพันธ์ที
ไม่นาน ชาวบ้านต่างก็ช่วยกันพาโจวไหลเอ๋อร์กลับมายังที่พักของปัญญาชน ลู่เซี่ยและคนอื่น ๆ ต่างประหลาดใจที่เห็นโจวไหลเอ๋อร์กลับมาอย่างเปียกโชก เมื่อได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น พวกเขาก็รู้สึกพูดไม่ออก เธอช่างกล้าหาญจริง ๆ ไปจั
หลังจากเฉินเสวี่ยและหูเจี้ยนจวินนัดดูตัวกันแล้ว พวกเขาก็ตกลงแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดวันแต่งงานไว้อีกห้าวันถัดไป เนื่องจากธรรมเนียมท้องถิ่นที่คู่บ่าวสาวจะไม่ได้เจอตัวกันก่อนแต่งงาน ดังนั้นช่วงหลายวันมานี้ เฉินเสวี่
ชาวบ้านกำลังพูดคุยกัน จู่ ๆ ก็เห็นคุณนายหูวิ่งเข้ามาแต่ไกล “ลูกจ๋า ลูกกลับมาแล้ว แม่คิดถึงจะแย่แล้ว!” หูเจี้ยนจวินเข้ามาประคองผู้เป็นแม่ “แม่ครับ ผมกลับมาแล้ว ทำให้แม่เป็นห่วงแย่แล้ว!” หลังจากผ่านช่วงเวลาแห่งความตื้นตันใ
ลูกท้อกระป๋องอร่อยสมคำร่ำลือ พวกเขามีกันหลายคน แต่ละคนเลยได้เนื้อลูกท้อเพียงคนละนิดหน่อย ลู่เซี่ยกัดคำหนึ่งแล้วหรี่ตาลง พลางคิดในใจว่ารสชาติใช้ได้เลย น่าเสียดายที่ตอนนั้นไม่ได้แลกคูปองอาหารกระป๋องมาด้วย ไม่คิดว่าของแบบนี
อันที่จริงในช่วงนี้ทุกคนก็สัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์อันเย็นชาที่เกิดขึ้นระหว่างซูม่านและเฉิงอวี้เจียว สาเหตุหลักก็คือ กู้เซี่ยงหนาน ก่อนหน้านี้ในตอนที่เฉิงอวี้เจียวยังไม่มา ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าซูม่าน และกู้เซี่ยงหนานนั้นสนิ
เจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยตกใจ! ที่แท้เขาก็เห็นการกระทำของเธอเมื่อครู่นี้สินะ แต่ถึงเห็นก็ไม่เป็นไรหรอก เท่าที่รู้จักเจียงจวินโม่ เขาไม่น่าจะยุ่งเรื่องของคนอื่นอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้น คนที่ลู่เซี่ยคิดว่าจะไม่น่าจะยุ่งเรื่องข
การได้รับจดหมายจากตระกูลลู่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อลู่เซี่ย ในทางกลับกัน เมื่อลู่เซี่ยได้เห็นจุดจบของตระกูลลู่ เธอก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก ในที่สุดก็ได้แก้แค้นแทนเจ้าของร่างเดิมได้สำเร็จ เธอตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม
พูดเช่นนี้แล้ว คนอื่น ๆ ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าพวกเขาเอาตำแหน่งงานของลูกสาวคนที่สองให้กับลูกสาวคนโตนั่นเอง เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว ทุกคนก็ยิ่งดูถูกตระกูลลู่มากขึ้น ไม่เคยเห็นพ่อแม่ที่ลำเอียงขนาดนี้มาก่อน ขับไล่ลูกสาวที่มีงาน
ลู่เซี่ย หยิบกระดาษแผ่นที่สองขึ้นมาอ่าน บนกระดาษแผ่นนี้ ลู่ชิวเขียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากที่เธอไปแล้วด้วยน้ำเสียงของตัวเอง ปรากฏว่าหลังจากที่ลู่เซี่ยออกไปใช้ชีวิตในชนบทได้เพียงวันเดียว แม่ลู่ก็พาลู่ชุนไปรายงานตัวที
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น เจียงจวินโม่ก็กลับมา เขาเป็นคนสุที่ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว และปกติก็พูดน้อย เว้นเสียจากตอนแรกที่ทุกคนต่างตกตะลึงในรูปลักษณ์ภายนอกของเขา หลังจากนั้นเขาก็ไม่ต่างจากคนไร้ตัวตน แทบจะไม
หลังจากทานเสร็จ เจียงจวินโม่ช่วยลู่เซี่ยเก็บกวาดร่องรอยต่าง ๆ จนเรียบร้อย จากนั้นก็เดินกลับไปยังริมแม่น้ำเพื่อล้างเตาแก๊ส ชาม และตะเกียบ หลังจากนั้นก็เก็บของทุกอย่างใส่ตะกร้า ก่อนจะเดินทางกลับ เพราะพวกเขาไม่สะดวกที่จะกลั
เป็นจริงดั่งที่ลู่เซี่ยคาดหวังไว้ เวลานี้กลิ่นหอมของปลาโชยออกมาก่อนที่ปลาจะสุกซะอีก ลู่เซี่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความหิวกระหาย จนกระทั่งรู้สึกว่าปลาใกล้จะสุกได้ที่แล้ว เธอจึงรีบดับไฟด้วยความร้อนใจและเปิดฝาออก ทันทีที่
ลู่เซี่ยอยากไปซื้อตะกร้าจับปลาก่อน แต่ของแบบนี้น่าจะหายากในหมู่บ้าน ดังนั้น เธอจึงซื้อตะกร้าจากในหมู่บ้านมาหนึ่งใบ เมื่อมีคนถามเธอก็บอกว่าจะไปขึ้นเขา ทุกคนจึงคิดว่าเธอคงจะไปหาผลไม้ป่าเหมือนคนอื่น ๆ เลยไม่ได้พูดอะไร ช่วงน
“เธอช่วยซักผ้าให้ฉันหน่อยได้ไหม?” ลู่เซี่ยมองคนที่พูดจาไม่เกรงใจ ที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอได้แต่คิดว่า ใครกันนะที่ให้ความกล้ากับผู้หญิงคนนี้ ทำไมผู้หญิงคนนี้ถึงได้กล้ามาพูดแบบนี้กับเธอ คิดว่าเธอเป็นคนรับใช้
พวกเขาออกไปทำงานตั้งแต่แสงแดดยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า พื้นดินยังชื้นไปด้วยน้ำค้าง เมื่อผสมกับดินโคลนที่ติดรองเท้าตอนถอนหญ้า ไม่นานรองเท้าผ้าใบสีขาวก็กลายเป็นสีดำไปเลย เฉิงอี้เจี้ยวขมวดคิ้วแน่นด้วยไม่พอใจ ไม่นานเสื้อเชิ้ตสีขาว
หากเธอเดาถูกจริง ๆ เรื่องนี้ก็จะดูตลกนิดหน่อย เมื่อเธอได้กลับเกิดใหม่ทั้งที แทนที่จะใช้ประโยชน์จากการรู้เรื่องราวในอนาคต มาทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น แต่กลับมาเป็นปัญญาชนและลงมาอยู่ที่ชนบทแบบนี้ ที่สำคัญ เธอยังอยากจะอยู่กับพ
แต่คืนนี้น่ะสิ ทุกคนนอนกันไม่ค่อยจะหลับ เดิมทีการนอนเบียดกันสี่คนบนเตียงเตาหลังหนึ่งก็อึดอัดมากพอแล้ว ยิ่งมานอนเบียดกันห้าคนแบบนี้ก็ยิ่งทนไม่ไหว ลู่เซี่ยรู้สึกว่าแค่พลิกตัวก็ยังลำบาก ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ก่อนห
ขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารเย็นกันอยู่ กู้เซี่ยงหนานก็ให้เฉิงอวี้เจียวแนะนำตัวกับคนอื่น ๆ ก่อนที่เขาจะพูดเพิ่มเติม “อวี้เจียว เป็นน้องสาวที่อยู่บ้านข้าง ๆ ผม เธอถูกที่บ้านตามใจมาตั้งแต่เด็ก ถ้าทำอะไรไม่ดีก็ขอให้พวกเธอช่วย
ซูม่านรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยหลังจากโดนปฏิเสธ เธอคิดว่าลู่เซี่ยเองก็ทนกับความแออัดในที่พักของปัญญาชนไม่ได้ จึงตัดสินใจชวนไปอยู่ด้วยกัน เพราะช่วงนี้ซูม่านสังเกตเห็นว่าลู่เซี่ยไม่ได้ขาดแคลนอะไร แม้ไม่ใช่คนที่แต่งตัวดี แต่ก็น
ทุกคนต่างพยายามตีตัวออกห่างจากจวงหงเหมยจนเป็นที่สังเกตได้ แต่ดูเหมือนว่าจวงหงเหมยจะไม่รู้ตัว หรืออาจเป็นเพราะเธอเหนื่อยเกินกว่าจะใส่ใจ เธอต่างจากลู่เซี่ยและซูม่าน สองคนนั้นมีเงินติดตัวมาเยอะ และยังขนของลงมาที่ชนบทอีกมากม
เพราะอาหารที่กินใช่ช่วงนี้ไม่มีน้ำมันเลย ลู่เซี่ยจึงต้องแอบกินซาลาเปาและหมั่นโถวที่ซื้อมาเก็บไว้ในช่องว่างมิติไปหลายลูก แต่เธอก็ยังอยากกินเนื้ออยู่ดี ถึงอยากกินสักแค่ไหนก็กินไม่ได้ โชคดีที่ทุกวันนี้ได้ดื่มน้ำพุน้ำพุศักดิ
ซุนเสิ้งหนานอ้าปาก คิดจะบอกว่าในตอนแรกทุกคนก็เป็นแบบนี้ เมื่อชินแล้วก็ดีขึ้นเอง แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าบางทีเธออาจจะไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่น นี่อาจเป็นข้ออ้างก็ได้ จึงพูดตรง ๆ “ถ้าเธออยากปลูกบ้านเอง อันนี้ไม่ได้นะ ที่ดินตรงนี้
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ร่างกายของลู่เซี่ยก็หายดี และตรงกับวันหยุดพอดี ตอนนี้พวกเขาทำงานสิบวัน หยุดหนึ่งวัน ทุกคนเลยนัดกันไปเที่ยวตลาดเพื่อซื้อของ โดยเฉพาะพวกปัญญาชนรุ่นใหม่ พวกเขาเพิ่งมาถึงจึงยังขาดของใช้อยู่อีกเยอะอยู่ จร
วันนี้เป็นเวรทำอาหารของซูม่านและจวงหงเหมย ซูม่านทำอาหารไม่เป็น แต่จวงหงเหมยทำเป็น เมื่ออยู่กลุ่มเดียวกัน ก็ไม่รู้ว่าซูม่านใช้วิธีไหนที่ทำให้จวงหงเหมยยอมทำคนเดียว ส่วนตัวเองเป็นลูกมืออยู่ข้าง ๆ แต่อาหารเที่ยงที่ทำมานั้นไม
ใ นความเป็นจริง ซูม่านเองก็รู้สึกเสียใจหลังจากเห็นจวงฮงเหมยเป็นแบบนี้ เธอคิดว่าสิ่งของเหล่านี้เป็นเพียงขนมธรรมดา ๆ สำหรับเธอ แต่ลืมไปว่าคนทั่วไปในยุคนี้ไม่สามารถซื้อของแบบนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเธอยังเอาออกมามากมายขนาดนี้
คุณปู่ลี่ถามพวกเธอเพื่อให้แน่ใจว่าต้องการจะซื้อหีบประเภทไหน จากนั้นก็พาพวกเธอไปที่โรงเก็บของข้าง ๆ ภายในโรงเก็บของมีหีบไม้ที่ทำเสร็จแล้วอยู่หลาบใบ แต่ไม่รู้ว่าทำจากไม้ชนิดใด เพียงแค่ทาสีเคลือบไว้อย่างง่าย ๆ แล้วตากให้แห้
ในที่สุดซุนเสิ้งหนานก็ปลอบใจทุกคน “จริง ๆ แล้วหมู่บ้านไม่ได้มีงานทำตลอดทั้งปีหรอก พอถึงฤดูหนาวก็ไม่ค่อยมีอะไรทำแล้ว แทบจะได้พักผ่อนทั้งฤดูหนาวเลย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฤดูหนาวยาวนาน ประมาณสี่เดือนกว่า ๆ คนอื่น ๆ ยังรู้ส
เมื่อได้ยินว่าต้องถอนหญ้าอีกหลายครั้ง ลู่เซี่ยก็รู้สึกมืดตาไปหมด นี่มันยากเกินไปแล้ว ทำไมไม่ฉีดยาฆ่าหญ้าโดยตรงล่ะ? ตอนนี้น่าจะมีการคิดค้นยาฆ่าหญ้าออกมาแล้วใช่ไหม? ทำไมถึงไม่ใช้ล่ะ? หรือว่ายังไม่แพร่หลายกันนะ? เฮ้อ! สิ่งท
ปัจจุบันมีปัญญาชนทั้งหมดสิบแปดคน ดังนั้นจึงจัดแบ่งเป็นคู่ โดยจะหมุนเวียนกันทุกเก้าวัน ลู่เซี่ยถูกจัดให้คู่กับเสิ่นชิงชิง เธอรู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ได้ถูกจัดให้คู่กับตัวเอกหญิง เมื่อมองไปที่เสิ่นชิงชิงอีกครั้ง เธอพบว่า
เฉินเสวี่ยเป็นหนึ่งในสาวที่สวยที่สุดของเหล่าปัญญาชน แม้จะเทียบซูม่านไม่ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง และรู้สึกว่าหนุ่ม ๆ หลายคนให้ความสนใจเธอเป็นพิเศษ แต่ตัวเธอเองดูเหมือนจะขี้อาย แทบไม่ได้พูดอะไรเลยทั้งคืน ที่เหลือก็
เพราะมีซูม่านอยู่ ลู่เซี่ยจึงไม่ได้พูดอะไรออกมา รอจนกระทั่งเธอจากไป จึงเอ่ยปากถาม “มีอะไรให้ฉันช่วยไหม?” ซุนเสิ้งหนานคิดสักครู่ “ไปเก็บแตงกวาที่แปลงผักสักสองสามลูกนะ ตอนเย็นจะได้ทำยำแตงกวาทานกัน” “ได้เลย!” ลู่เซี่ยถือตะก
หลังจากจัดแจงที่พักให้พวกเธอเรียบร้อยแล้ว ซุนเสิ้งหนานก็ก็ได้กำชับอะไรบางอย่าง จากนั้นก็กลับไปทำงานต่อ ทางด้านลู่เซี่ย หลังจากนำผ้าห่มออกมาปูเสร็จแล้ว เธอก็นำของที่ใช้ที่จำเป็นต้องใช้ในตอนนี้ออกมาก่อน ส่วนที่ยังไม่จำเป็น
ที่เรียกว่าจุดตั้งถิ่นฐานของปัญญาชน จริง ๆ แล้วก็คือบ้านสองหลังที่เชื่อมต่อกัน ผู้ชายอยู่หลังหนึ่ง ผู้หญิงอยู่อีกหลังหนึ่ง ห้องพักทั้งหมดมีสามห้อง ทางเข้าตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นและห้องครัวที่อยู่ติดกัน มีหม้อใบใหญ่สองใบว
เมื่อทุกคนได้ยินเสียงนั้นและหันกลับไปมองสภาพของเจียงจวินโม่ในตอนนี้ ต่างก็รู้สึกเป็นห่วง กู้เซี่ยงหนานที่เห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงเสนอกับหลี่หงจวิน “ให้เขานั่งรถไปได้ไหม เพราะเขาไม่สบายจริง ๆ และยังเดินช้า ไม่ควรปล่อยให้เขา