ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: 穿书七零:我的炮灰丈夫十项全能
นิยายแปลไทย อ่านฟรี อัปเดตตอนต่อเนื่อง
สารบัญ
ที่พักของปัญญาชนก็มีคนกำลังกวาดหิมะอยู่ เนื่องจากหิมะตกและอากาศเย็นลง กลุ่มคนที่ออกไปซ่อมถนนก่อนหน้านี้จึงพากันกลับมาหมดแล้ว ทุกคนดูผอมลงถนัดตา เห็นได้ชัดว่าคงจะเหนื่อยกันมาก ลู่เซี่ยมองไปทางนั้นแวบหนึ่ง ไม่แม้แต่จะเห็นเ
ในวันที่หิมะตก ทั้งคู่ไม่ได้ออกไปไหน ได้เพียงขลุกตัวอยู่ภายในบ้านเพื่อเย็บเสื้อผ้า ลู่เซี่ยเย็บผ้าไม่เป็น จึงทำหน้าที่เป็นลูกมือให้เจียงจวินโม่ แม้ผ้าห่มเพียงผืนเดียวที่รื้อออกจะได้ฝ้ายจำนวนไม่น้อย ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่เพ
ได้ยินแบบนั้น เจียงจวินโม่ก็รู้สึกตื้นตันใจ “ลู่เซี่ย ขอบคุณคุณมากนะ” เมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อจริงจังแบบนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไหร่ เจียงจวินโม่เองก็รู้สึกแบบเดียวกัน จึงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจถามออกไป
ลู่เซี่ยที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดเสริม “พี่ชายไม่ต้องเกรงใจพวกเราหรอก พวกเราไม่ขาดแคลนอาหารหรอกนะ ไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเราสามารถหาคะแนนงานได้เอง ที่บ้านก็ส่งคูปองอาหารมาให้พวกเราเสมอ พวกเราหาซื้ออาหารได้สะดวกกว่าที่นี่มาก” เมื่อ
ทันทีที่มาถึงหน้าประตู ลู่เซี่ยก็มองสำรวจบริเวณโดยรอบ เมื่อไม่ได้ยินเสียงใดเล็ดลอดออกมา เจียงจวินโม่ก็เดินเข้าไปเคาะประตูพร้อมกับเอ่ยเรียกเบา ๆ ว่า “พี่สวี หลับหรือยัง?” เจียงจวินโม่ร้องเรียกอยู่สองสามครั้งก็ได้ยินเสียงฝ
สุดท้าย ลู่เซี่ยตัดสินใจนำผ้าห่มออกมาผืนหนึ่ง ตอนที่เธอลงมาชนบท เธอนำผ้าห่มมาสองผืน ทั้งหมดเป็นของที่แม่ลู่เตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของลู่ชุน ด้านในจึงใช้ฝ้ายคุณภาพดี หลังจากลู่เซี่ยลงมาชนบท เธอได้นำออกมาใช้เพียงผืนเดียว
แต่เหล่าปัญญาชนไม่รู้เรื่องพวกนี้ ทุกคนจึงพากันกลับที่พักอย่างมีความสุข โดยเฉพาะจวงหงเหมย เพราะในความคิดของเธอ เธอใกล้จะได้แต่งงานเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านแล้ว ดังนั้นงานนี้จะต้องเป็นของเธออย่างแน่นอน คิดได้แบบนั้น จวงหงเหมยจ
เมื่อทุกคนมาถึงที่ทำการหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่น ๆ เห็นเหล่าปัญญาชนทั้งหลายมาก็รู้สึกไม่ดี เมื่อได้ยินพวกเขามาถามเรื่องครูโรงเรียนประถมของหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านก็รู้สึกใจหายวาบ ก่อนจะเหลือบมองไปทางเหรัญญิกสือ เห็นเ
อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ แม้แต่ซูม่านก็แทบไม่ได้ออกไปไหน ในที่พักของปัญญาชนฝ่ายหญิงตอนนี้ เฉิงอวี้เจียวไม่อยู่ จวงหงเหมยกำลังจัดของ ซูม่านกำลังเรียนหนังสือ ส่วนปัญญาชนรุ่นเก่ากำลังรวมตัวกันติดกล่องไม้ขีด เมื่อเห็นลู่เซี่
อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มในหมู่บ้านหลายต่อหลายคนต่างอิจฉาเฉินเอ้อร์ ที่เขาสามารถเอาชนะใจปัญญาชนหญิงอย่างจวงหงเหมยได้ แม้นิสัยของเธอจะไม่ค่อยเป็นที่รักใคร่นัก แต่เธอก็เป็นปัญญาชนจากในเมือง ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องดีกว่าหญิงสาวในหม
แต่ตอนนั้นไม่มีรถโดยสาร ดังนั้นกู้เซี่ยงหนานจึงสอบถามข้อมูลและจ่ายเงินจำนวนมาก เพื่อให้สถานีเครื่องจักรกลการเกษตรยอมส่งรถแทรกเตอร์มารับพวกเขาไปที่อำเภอ หลังจากที่ทุกคนมาถึงอำเภอด้วยความยากลำบาก เมื่อลงจากรถแทรกเตอร์ เฉิง
ลู่เซี่ยพยักหน้าหลังจากฟังจบ “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้นายไม่ได้ทานยามานานแค่ไหนแล้ว? ก่อนหน้านี้ทานเฉพาะตอนที่รู้สึกแย่ หรือทานเป็นเวลา?” “ก่อนลงมาอยู่ชนบท ผมก็ทานเป็นเวลา ทานหนึ่งวันเว้นสองวัน หลังจากลงมาอยู่ชนบทใหม่ ๆ ร่างก
หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว ทั้งคู่ก็พากันเดินไปยังที่พักของปัญญาชน เมื่อไปถึงก็เห็นว่าเฉิงอวี้เจียวกำลังนั่งร้องโหยหวนอยู่บนเบาะหลังของจักรยาน ตอนนี้บนเบาะหลังมีแผ่นไม้ยาว ๆ วางอยู่ หลังจากเฉิงอวี้เจียวนั่งลง ขาของเธอก็วา
“จริง ๆ ผมตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำงานที่ชนบท จึงไม่อยากไปดูตัว แต่ตอนนั้นป้าใหญ่ก็ได้นัดหมายกับอีกฝ่ายไว้แล้ว ผมจึงไม่อยากปฏิเสธ เลยพูดอะไรบางอย่างเพื่อให้เธอยกเลิกความคิดนั้นไป” “นายเลยพูดแบบนั้นออกไปเหรอ?” ลู่เซี่ยอดขำไม่
ยิ่งลู่เซี่ยใช้ชีวิตอยู่กับเจียงจวินโม่มากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งพบว่าเขามีความสามารถมากขึ้นเท่านั้น ในเรื่องเรียน สิ่งที่ลู่เซี่ยไม่รู้ เจียงจวินโม่กลับรู้ทั้งหมด ทั้งยังมีงานบ้านต่าง ๆ นอกจากทำอาหารแล้ว เขายังเย็บผ้าเป็นด้ว
ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อย ๆ ทุกเช้าที่ตื่นมา ลู่เซี่ยรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมไปทั่วร่าง แต่ฟืนกลับกองอยู่ที่ลานบ้าน ด้วยกลัวว่าเจียงจวินโม่จะหนาว เธอจึงตัดสินใจออกไปขนฟืนเข้าห้องด้วยตัวเอง บางทีก็อยากจะให
ระหว่างที่กำลังทานอาหารด้วยกัน ลู่เซี่ยก็เล่าเรื่องของซูม่านและเฉิงอวี้เจียวให้เจียงจวินโม่ฟัง “เรื่องที่พวกเธอทะเลาะกัน คนในที่พักปัญญาชนคงจะรู้กันหมดแล้ว นายคิดว่าสหายกู้จะรู้เรื่องรึยัง?” “รู้อยู่แล้วสิ” “แล้วเขาไม่คิ
ลู่เซี่ยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรเหมือนกัน เธอไม่รู้ว่าจวงหงเหมยกำลังคิดอะไรอยู่ หรือจวงหงเหมยจะชอบเฉินเอ้อร์เข้าแล้วจริง ๆ? จำได้ว่าในนิยายฉบับ จวงหงเหมยชอบพระเอกอย่างกู้เซี่ยงหนานไม่ใช่เหรอ? ทั้งยังเคยมีเรื่องกับซูม่านก็เพร
“มันจะปลอดภัยเหรอ? จริงแล้วพวกเราทานข้าวจากโกดังของสหกรณ์ก็ได้” ลู่เซี่ยเข้าใจในความกังวลของเขา เธอคาดว่าเขาน่าจะกังวลว่าเธอไปซื้อมาจากตลาดมืด เลยไม่ได้โต้แย้งอะไร “วางใจเถอะ ไม่มีอะไรหรอก ช่องทางของฉันเชื่อถือได้ ปลอดภั
หลังจากลู่เซี่ยขี่จักรยานมาถึงตัวเมือง เธอไม่ได้ไปซื้อข้าวสาร แต่กลับตรงดิ่งไปที่ร้านสหกรณ์ แล้วซื้อเนื้อมาหลายชนิด ทั้งเนื้อแดง เนื้อติดมัน กระดูก เธอเลือกซื้อมาจนคูปองเนื้อที่สะสมมาหมดเกลี้ยง ไหน ๆ อากาศก็เริ่มหนาวลงแล
แม้ในหมู่บ้านจะปลูกผักกันเยอะ แต่คนในหมู่บ้านต่างช่วยกันจนสามารถทำงานเสร็จได้ภายในสามวัน พวกเขาเก็บเกี่ยวผักกาดขาวได้เป็นจำนวนมาก จนกองเป็นภูเขาลูกเล็ก ๆ สองลูกบนลานนวดข้าว ผักกาดขาวเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในฤดูหนาวของภาคตะ
ไม่นานเรื่องนี้ก็ผ่านไป หลังจากเหล่าปัญญาชนรับรู้เรื่องนี้ พวกเขาต่างมองลู่เซี่ยเป็นคนใหม่ ไม่มีใคคาดคิดว่าเธอจะแก้ไขเรื่องราวทุกอย่างได้ด้วยความหน้าด้าน ตกเย็น ขณะที่ปัญญาชนฝ่ายหญิงกำลังพุดคุยกันอยู่ เฉินเสวี่ยก็เอ่ยปาก
ลู่เซี่ยเย้ยหยัน “ป้าเรียกเขาไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก เพราะฉันเป็นคนตัดสินใจทุกอย่างในบ้านหลังนี้” พูดจบก็เห็นว่าป้าเหลียวยังไม่ละความพยายาม ดังนั้นลู่เซี่ยจึงแกล้งตะโกนเสียงดุเข้าไปในบ้าน “ยังมัวโอ้เอ้อยู่อีกทำไม ทำความสะอ
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่จู่ ๆ ก็มีเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นอีกมากมายโดยไม่จำเป็น คราวนี้ที่เธออยากจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายในชนบทไปอีกไม่กี่ปี ดูท่าว่าคงจะทำได้ยากแล้ว ตอนนี้จะมาคิดก็สายไปเสียแล้ว ทำได้เพียงเดินหน้าไปทีละก้าว ล
เจียงจวินโม่ได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากตอบอย่างเกรงใจ ”จักรยานเป็นสินสอดของลู่จือชิง เรื่องนี้ผมให้เธอเป็นคนตัดสินใจ” แต่ปัญญาชนฝ่ายชายกลับไม่สนใจคำพูดนี้ “เฮ้! ไม่ใช่ว่านายเป็นคนจ่ายเงินซื้อหรอกเหรอ?
พนักงานขายรถจักรยานคุ้นหน้าคุ้นตาคนที่มาที่นี่เป็นประจำอยู่แล้ว เพราะในยุคนี้ รถจักรยานเป็นของราคาแพง คนทั่วไปมักจะต้องมาดูหลายต่อหลายครั้งกว่าจะรวบรวมเงินและคูปองซื้อได้ ดเธอไม่คิดว่าหนุ่มสาวคู่นี้จะมาซื้อภายในครั้งแรกท
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงโรงหนังประจำอำเภอ โรงหนังประจำอำเภอแห่งนี้ไม่ใหญ่ มีห้องฉายหนังเพียงห้องเดียว หนังที่ฉายก็เป็นเรื่องตายตัว ไม่มีให้เลือก แต่โชคดีที่ตอนนี้มีคนดูหนังไม่มากนัก จึงซื้อตั๋วได้ค่อนข้างราบรื่น รอไม่นานหนัง
แต่ลู่เซี่ยยังคงลังเลใจ ในใจของเธอรู้ดีว่าคงไม่ได้อยู่ที่นี่ไปตลอด อย่างมากก็แค่สี่ปี หากซื้อตอนนี้แล้ว เมื่อย้ายออกก็คงจะขนย้ายได้ลำบาก รู้สึกสิ้นเปลืองเปล่า ๆ เมื่อลองคิดดูอีกทีก็ยังมีเวลาอีกตั้งสี่ปีก็นับว่าเป็นเวลาที
ลู่เซี่ยอ่านจบก็ถอนหายใจ ก่อนจะหันมองเจียงจวินโม่ด้วยความอิจฉา “เป็นอะไรไป?” เจียงจวินโม่ที่เห็นสีหน้าเธอแปลกไปจึงถาม “ฉันแค่รู้สึกว่าครอบครัวของนายดีกับนายมาก แม้ในจดหมายจะตำหนิไปบ้าง แต่ก็ยังส่งของใช้มาให้เยอะแยะเลย” “
ลู่เซี่ยไม่สนใจว่าคนอื่นคิดอย่างไร เมื่อกลับถึงบ้านเธอก็วางของลง จากนั้นก็เป็นเจียงจวินโม่ที่เข้ามาแกะห่อพัสดุต่อหน้าเธอ สิ่งที่อยู่ด้านบนสุดคือจดหมายฉบับหนึ่ง จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายฉบับหนา เมื่อเปิดดูก็ต้องพบว่ามีอย่าง
ตลอดทางที่เดินมา ทุกคนที่เห็นทั้งคู่ต่างพากันพูดจาหยอกล้อ แม้แต่ลู่เซี่ยที่คิดว่าตัวเองหน้าหนาพอสมควรก็ยังทนไม่ไหว ส่วนเจียงจวินโม่นั้นไม่ต้องพูดถึง ทั้งหน้าและหูแดงก่ำไปหมด เมื่อทั้งคู่หลุดพ้นจากฝูงชนและเดินทางออกจากหมู
เมื่อเห็นเขาตกลง ลู่เซี่ยก็เข้าไปอาบน้ำในห้อง ทันทีที่ร่างกายจุ่มลงในอ่างอาบน้ำ เธอถอนหายใจอย่างสบายใจ สุดท้ายก็ได้อาบน้ำอย่างเต็มที่สักที ช่างสบายจริง ๆ! หลังจากอาบน้ำจนเต็มอิ่มแล้ว เจียงจวินโม่ก็อาสาเทน้ำออกจากอ่างด้วย
หลังจากนั้น พวกเขาก็ร่วมทานอาหารด้วยกัน บรรยากาศในวันนี้ดุครึกครื้นเป็นพิเศษ เพราะลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ตั้งใจไปซื้อเนื้อมาจากในเมือง ทำให้อาหารมื้อนี้เป็นมื้อที่ทุกคนต่างพึงพอใจ ทั้งยังทานกันจนไม่เหลือเศษแม้แต่น้อย หลั
หลังจากที่เหล่าปัญญาชนได้มาเยี่ยมชมบ้านของลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่แล้ว พวกเขาก็พากันกลับไปยังที่พักของปัญญาชนด้วยความอิจฉา ส่วนลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็กำลังวุ่นกับการเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก่อนจะย้ายเข้าไปอยู่ในบ้
เพียงเวลาสองวัน ร่างกายของเจียงจวินโม่ก็ฟื้นตัวแล้ว เขาเองก็ไม่กล้าเชื่อว่าคราวนี้จะฟื้นตัวได้เร็วถึงขนาดนี้ ในช่วงสองวันที่ผ่านมา ลู่เซี่ยไม่ได้ทำอาหารให้เขากินเป็นพิเศษ แต่ในทุกวัน เธอจะนำน้ำพุศักดิ์สิทธิ์มาต้มน้ำตาลทร
เจียงจวินโม่พยักหน้าหลังจากฟังลู่เซี่ยพูดจบ จากนั้นก็หยิบเงินออกมาจากใต้หมอน “เมื่อตอนเช้าคุณออกไปเร็วมาก ผมยังไม่ได้ให้เงินคุณเลย เอาไปก่อนแล้วกัน ถ้าไม่พอก็ค่อยบอก” ลู่เซี่ยมองเงินปึกใหญ่ที่เขาหยิบออกมา คาดว่าอย่างน้อย
ลู่เซี่ยไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงได้แต่กัดฟันเดินเข้าไป “พอดีเลยที่เธอมา ช่วยป้าคิดหน่อยสิ ลูกชายคนโตของป้าเพิ่งไปดูตัวกันมาเมื่อวานนี้ วันนี้ฝ่ายหญิงจะมาดูบ้าน ถ้าถูกใจก็จะให้แต่งงานกันก่อนปีใหม่นี่แหละ!” เมื่อได้ฟังดังนั้
เฉิงอวี้เจียวไม่คิดว่าลู่เซี่ยจะกล้าพูดแบบ เธอคิดจะพูดต่อ แต่ก็ถูก กู้เซี่ยงหนานห้ามไว้ก่อน “พอได้แล้ว ทานต่อเถอะ เจียงจือชิงไม่สบาย ลู่จือชิงก็แค่ทำให้ทานนิดหน่อย ทำไมต้องไปยุ่งเรื่องของเขาด้วย” ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็ย
เจียงจวินโม่ฟื้นขึ้นมาในตอนเย็น อาการไข้ของเขาลดลง และร่างกายก็ดีขึ้นมาก แต่ลู่เซี่ยยังอดห่วงไม่ได้ เมื่อนึกได้ว่าเขาไม่ได้ทานอะไรมาทั้งวัน เธอจึงกลับเข้าห้องไปเอาหม้อใบเล็กที่ทั้งคู่แอบใช้ทำอาหารออกมา จากนั้นก็หยิบข้าวส
ปัญญาชนที่จากไปไม่ได้รับรู้ถึงบทสนทนาระหว่างผู้นำหมู่บ้านและผู้ช่วย ครั้งนี้พวกเขาได้รับคำรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ทุกคนต่างก็ดีใจ คาดว่าพวกเขาคงจะไม่รู้สึกแปลกแยกอีกต่อไป แต่เมื่อกลับมาถึงที่พักของปัญญาชน จ้าวหัวก็ดึงซ
เมื่อพวกเขามาถึงที่ทำการหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้แล้ว กู้เซี่ยงหนานจึงพูดกับเขาตรง ๆ “ผมรู้ว่าคนในหมู่บ้านหลายคนมองพวกเราปัญญาชนเป็นคนนอก แต่พวกเราลงมาที่นี่ก็เพื่อตอบรับนโยบายของชาติ มาช่วยกันพัฒนาชนบท ไม่ได้
“เรื่องนี้คงต้องรบกวนคุณกู้แล้วล่ะ พอเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นกับสหายเจียง ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงดี ไปไหนก็ไม่ได้ อีกอย่าง ร่างกายของเขาไม่ค่อยแข็งแรง แต่ดันตกลงไปในแม่น้ำตอนที่อากาศหนาวขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะหายดีหรือเปล่า” กู้
เมื่อถึงหน้าที่พักของปัญญาชน เหล่าปัญญาชนหญิงก็พากันออกมาดู เมื่อเห็นว่าเธอแบกเจียงจวินโม่กลับมาต่างก็ตกใจกันยกใหญ่ ลู่เซี่ยไม่ได้พูดอะไรมากมาย เธอรีบแบกเจียงจวินโม่ตรงไปยังที่พักของปัญญาชนชาย เมื่อเจอผ้าห่มของเขาก็จัดกา
เช้าวันรุ่งขึ้น ชาวบ้านต่างก็ยังพักผ่อนกันอยู่ เนื่องจากผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปได้ไม่นาน ทำให้ยังไม่มีงานในไร่นา อีกทั้งก่อนหน้านี้ทุกคนต่างเร่งมือทำงานหนักกันมาตลอดช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ร่างกายจึงอ่อนล้า จำเป็นต้องพักผ่อน เม
ข้อเสนอของเจียงจวินโม่ถูกปฏิเสธโดยลู่เซี่ยทั้งหมด เงินที่อยากใช้ก็ไม่ได้ใช้ สุดท้ายก็ได้เพียงซื้อขนมมาสองห่อ จากนั้นทั้งคู่ก็เดินเล่นกันอีกสักพัก เมื่อเห็นว่าถึงเวลาที่เหมาะสมจึงไปยังสถานีรถโดยสาร ทั้งคู่นั่งรถโดยสารกลับ
พ่อแม่ของเจียงจวินโม่เป็นวีรชน พวกเขาเสียสละเพื่อประเทศชาติตั้งแต่ตอนที่เขาเพิ่งเกิดได้เพียงไม่นาน ดังนั้นเขาจึงได้รับการเลี้ยงดูจากครอบครัวของลุงใหญ่และพี่สาวสี่คนมาตั้งแต่เด็ก ๆ ครอบครัวของลุงใหญ่ดีกับเขามาก แม้ว่าร่าง
เมื่อได้ยินแบบนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ต่างก็หน้าแดงกันทั้งคู่ ช่างภาพเองก็เข้าใจได้ดี ด้วยทั้งคู่คงจะเป็นคู่รักที่เพิ่งแต่งงานกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ยังเขินอายกันอยู่ เขาจึงพูดอย่างยิ้ม ๆ “พวกเธออยากถ่ายแบบไหน? ต้
เช้าวันรุ่งขึ้น ลู่เซี่ยตื่นขึ้นมาเวลาเดิมเหมือนทุกวัน หลังจากทานอาหารเช้า และรอจนกระทั่งทุกคนออกไปทำงาน เธอและเจียงจวินโม่จึงออกเดินทางเข้าไปในเมืองด้วยกัน เนื่องจากทั้งคู่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้นหลังจากไ
แต่ผู้นำหมู่บ้านกลับลังเลใจขึ้นมา แม้จะไม่รู้ว่าเหรัญญิกสือจะคิดเห็นอย่างไร แต่เรื่องที่ลูกสาวของเขาไปพันแข้งพันขาเจียงจือชิงก็ดังไปทั่วหมู่บ้าน ซึ่งไม่เห็นว่าเขาจะออกมาห้ามปรามอะไรเลย คาดว่าคงจะยินยอมด้วย หากตอนนี้เขาเข
เจียงจวินโม่เห็นว่าเธอไม่ได้ทำเหมือนเขาเป็นนอก จึงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ใกล้จะถึงบ้านของผู้นำหมู่บ้านแล้ว เขายังรู้สึกประหม่าเล็กน้อย เมื่อมาถึงหน้าประตูจึงถามขึ้นอีกครั้ง “คุณคิดดีแล้วเหรอ?” ลู่เซี่ยมองเขาด้วยความแปลกใ