ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: 穿书七零:我的炮灰丈夫十项全能
นิยายแปลไทย อ่านฟรี อัปเดตตอนต่อเนื่อง
สารบัญ
ส่วนซูม่านที่อยู่บ้านติดกัน บังเอิญเห็นลู่เซี่ยปลูกสะระแหน่ เมื่อเธอถามถึงเหตุผล เธอก็เก็บมาปลูกไม่น้อยเช่นกัน แต่ซูม่านปลูกลงในแปลงผักโดยตรง แม้ว่าลานเล็ก ๆ ของเธอจะมีพื้นที่สำหรับปลูกผักตั้งแต่สร้างบ้านแล้ว แต่เธอก็ปลู
เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เดิมลู่เซี่ยไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่หลังจากที่เธอเลิกงาน พวกเขาก็เห็นซูม่านที่หน้าประตูบ้าน เธอดูเหมือนเพิ่งกลับมาจากข้างนอกและดูท่าทางว่าจะมีความสุขมาก รู้สึกเหมือนมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับเธอ หรือว
วันนี้เอง พอลู่เซี่ยได้ยินซุนเสิ้งหนานพูดถึงเรื่องนี้ก็นึกขึ้นได้ ในหนังสือ ตอนที่ซูม่านลงชนบท เธอขุดพบโสมบนภูเขาและมันก็มีอายุไม่น้อยเลยด้วย หลังจากนั้นเธอก็ขายมันจนได้เงินมาเต็มกระเป๋า ไม่เพียงแต่สร้างเครือข่ายความสัมพ
เนื่องจากบ้านทั้งสองหลังนั้นไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก พวกเขาจึงใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนก็สร้างเสร็จ ซูม่านย้ายเข้าไปอยู่ก่อน เธอมีข้าวของไม่น้อย ตอนย้ายบ้าน ลู่เซี่ยยังไปช่วยด้วย เธอถือโอกาสเข้าไปดูด้วย โครงสร้างบ้านของซูม่านคล
หลังจากที่เธอส่งป้าชุ่ยอวิ๋นกลับไปแล้ว ลู่เซี่ยก็รู้สึกโล่งอกในที่สุด เธอเริ่มรู้สึกไม่คุ้นเคยกับพิธีการพวกนี้ ไอ้ที่ผลัดกันปฏิเสธและการแลกเปลี่ยนน้ำใจกันแบบนี้ แต่เธอก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับมัน เพราะในชนบทเป็นแบบนี
การทำงานหนึ่งวันแล้วดันทำกำไรได้มากขนาดนี้ ก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว แม้แต่ซุนเสิ้งหนานและคนอื่น ๆ เมื่อเห็นพวกเขาแล้วก็รู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง แต่เธอก็รู้ว่านี่เป็นเงินที่พวกเขาสองคนหามาได้ ถ้าแบ่งกันคิดคำนวณก็คงไม่ต่างจากคนอื่น
ส่วนลู่เซี่ยช่วงนี้ก็ค่อนข้างยุ่งพอสมควร ตอนที่สร้างบ้านเธอก็ได้เว้นพื้นที่ไว้สามเฟินสำหรับปลูกผัก ตอนนี้ก็ต้องพลิกหน้าดินแล้ว ดังนั้นเธอจึงพลิกหน้าดินตอนทำงาน กลับมาบ้านก็พลิกดินในสวนหลังบ้าน ยุ่งมากจนร่างกายแทบจะไม่ไหว
หลังจากที่ทั้งสองคนตกลงกันแล้ว วันรุ่งขึ้นนั้น ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่ก็เหมือนกับคนอื่น ๆ พอเลิกงานแล้วพวกเขาก็ขึ้นเขาต่อ และคนในหมู่บ้านหลายคนก็ทำแบบนี้เหมือนกัน เพราะผักป่าเหี่ยวเร็ว ถ้าไม่รีบเก็บ มันก็จะตายไปซะก่อน ดั
สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ ผักที่ดูคล้ายขาลิงก่อนหน้านี้ก็เป็นผักป่าเช่นเดียวกัน เรียกว่าต้นหูแมว เห็นเขาว่ากันว่ารสชาติอร่อยมาก และเนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ร้านสหกรณ์จึงรับซื้อในราคาที่ค่อนข้างแพง รองจากยอดผักหนาม อย
ลู่เซี่ยฟังคำพูดของพวกเขาแล้วจึงเข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงไปที่นั่นกัน ที่แท้นี่ก็เป็นโอกาสหาเงินอย่างเปิดเผยที่หาได้ยากในรอบปีนี่เอง! พวกปัญญาชนรุ่นเก่าเริ่มจะลับฝีมือกันอย่างกระตือรือร้น ส่วนพวกปัญญาชนรุ่นใหม่ก็อยากจะลองดูบ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปเจ็ดแปดวัน การขุดรากข้าวโพดในทุ่งนาจึงเสร็จสิ้นในที่สุด ช่วงเวลานี้ทำให้ทุกคนเหนื่อยล้าอย่างมาก ต้องใช้จอบทุกวัน ไหล่และแขนแทบจะไม่ใช่ของตัวเองแล้ว ลู่เซี่ยรู้สึกว่าปัญญาชนทุกคนดูโทรมลงไปไม่น้อย ส่วนเฉ
ลู่เซี่ยมองดูแล้วคิดในใจว่า ไม่แปลกที่เธอมองไม่เห็น เพราะสีน้ำตาลของพวกมันก็ใกล้เคียงกับสีของดิน “ได้ ฉันเข้าใจแล้ว งั้นฉันจะไปดูที่อื่น” คนอื่นๆ แยกกันไปนานแล้ว ซุนเสิ้งหนานพยักหน้า “ผักชีฝรั่งสังเกตง่าย เพราะมีสีเขียว
ลู่เซี่ยรู้สึกประหลาดใจ รากของข้าวโพดลึกขนาดนี้เลยหรือ? จากนั้นเธอก็ออกแรงมากขึ้นอีก จนในที่สุดก็งัดรากทั้งหมดออกมาได้ ลู่เซี่ยมองดูใต้รากนั้นกระจายเป็นรูปร่ม ดูแล้วพวกมันน่าจะจับกับดินจนแน่นและลึกจริง ๆ ไม่แปลกใจเลยที่ค
ซุนเสิ้งหนานพูดพลางลงมือทันที เขาใช้ไม้ขุดรากผักเล็ก ๆ เหล่านั้นขึ้นมาในไม่กี่วินาที จากนั้นลู่เซี่ยก็มองรากผักเล็ก ๆ ที่ซุนเสิ้งหนานชี้ให้ดูด้วยความประหลาดใจ “นี่คือรากผักเล็ก ๆ ที่บอกเหรอ?” ส่วนที่เป็นลำต้นและใบของโผล่
เมื่อถึงปลายเดือนกุมภาพันธ์ อากาศโดยรอบก็ค่อย ๆ อุ่นขึ้น ข้างนอกเริ่มละลายน้ำแข็งแล้ว แต่ก็ยังหนาวอยู่ ลู่เซี่ยไม่กล้าถอดเสื้อนวมหนาที่สวมอยู่เลย แต่ตอนนี้เธอก็ไม่ต้องใส่เสื้อคลุมทหารแล้ว ส่วนเจียงจวินโม่นั้น หลังจากฟื้น
ลู่เซี่ยยังคงยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ “ทำไมตอนคลอดลูกถึงไม่ไปโรงพยาบาลล่ะ หลี่อ้ายกั๋วก็เป็นปัญญาชนจากในเมืองไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงเชื่อหมอตำแยในชนบทล่ะ” ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วก็รู้สึกจนปัญญา “ได้ยินว่าเขาตั้งใจจะพาภรรย
หลังจากที่เดินวนเวียนโดยที่ไม่รู้จะซื้ออะไร ทั้งสองคนก็ไปโรงพยาบาล แต่พอไปถึงทั้งคู่ก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย เพราะไม่รู้ว่าจะไปแผนกไหนเพื่อซื้ออุปกรณ์สำหรับคุมกำเนิด พวกเขาเดินวนไปมาที่ชั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามใคร โด
แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ซุนเสิ้งหนานและพวกเธอพูดคุยกัน พวกเธอยังบอกอีกว่าดูเหมือนจะไม่เคยเห็นผมของหลี่อ้ายกั๋วยุ่งเลย ดังนั้นพอลู่เซี่ยนึกถึงท่าทางของหลี่อ้ายกั๋วเมื่อสักครู่แล้วก็อดยิ้มไม่ได้ ดูเหมือนว่าก
เจียงจวินโม่เห็นเธอเป็นแบบนี้ ก็คิดว่าเธอคงมีความสุข เขาเลยจึงรู้สึกโล่งอกในที่สุด “ปีนี้เป็นปีแรกที่เธอแต่งงานมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องให้อั่งเปาซะหน่อยสิ แม้แต่ฉันยังได้เลย แต่ไม่มากเท่าของเธอหรอก ไม่ต้องกังวลไป ส่วนเด็ก ๆ ใ
เมื่อเหลียงเพ่ยกลับมา เธอก็เอาแต่ร้องไห้และไม่อยากจากไป เธอเล่าเรื่องของลู่เซี่ยให้พวกเขาฟัง ทำให้ดูลู่เซี่ยดูน่าสงสารมาก ทำให้พ่อแม่ของเหลียงเพ่ยยิ่งเป็นห่วงและสงสารลูกสาวของพวกเขามากขึ้น จนในที่สุดแม่เหลียงก็ตัดสินใจที
ระหว่างทางกลับบ้าน เจียงจวินโม่เข็นรถอยู่ข้างหน้า ส่วนลู่เซี่ยก็แบกห่อของเดินตามหลัง คอยพยุงรถไว้ด้วย ทั้งสองคนเดินกลับบ้านด้วยความยากลำบากแบบนี้ แต่เดี๋ยวโชคดีก็กลับมาตอนทานอาหาร ระหว่างทางนั้น พวกเขาไม่เจอใครมากนัก จึง
ข้อเสนอนี้ทำให้เธอรู้สึกประหลาดใจและน่ายินดีในเวลาเดียวกัน เธอยังไม่ทันได้กลับเมืองหลวง แต่ที่อยู่ในอนาคตตอนนี้ก็มีแล้ว และยังเป็นบ้านพร้อมสวนเล็ก ๆ ที่สามารถปลูกผลไม้ได้อีกด้วย! แม้ว่าจะเป็นของเจียงจวินโม่แต่เมื่อทั้งสอ
หลังจากกลับถึงบ้าน ลู่เซี่ยลูบคลำหยกในมือ เธอรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลของหยกชิ้นนี้ แม้เธอจะไม่เคยสัมผัสหยกมาก่อน แต่สัมผัสนี้ให้ความรู้สึกอุ่น ๆ อย่างที่เคยอ่านในหนังสือ คงจะเป็นชิ้นหยกมีค่ามาก เธอจึงถามเจียงจวินโม่ “นายต
ที่สำคัญ ลู่เซี่ยนำผักที่ปลูกในช่องว่างมิติมาใช้ในการดอง รสชาติจึงดีและอร่อยกว่าที่คนอื่นดองมาก เมื่อส่งไปยังที่พักของปัญญาชน จึงได้รับความชื่นชอบจากทุกคน แม้ลู่เซี่ยจะเอาไปให้ไม่น้อย แต่กับหมดลงภายในสองวัน หลังจากนั้น ซ
แม้จะถูกผลักออกไปแต่เจียวจวินโม่ก็ไม่โกรธ ตรงกันข้าม เขากลับพูดด้วยรอยยิ้ม “ผมพูดจริงนะ ถ้าผมมีลูก ผมจะดูแลเขาให้ดีที่สุด เพราะผมชอบเด็กมาก” ลู่เซี่ยได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกตกใจ จากนั้นก็เกิดรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย “ลูกที่ไห
ตอนนี้ซุนเสิ้งหนานรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว แต่สีหน้าของเธอยังคงดูสับสนเล็กน้อย “เธอคิดว่าพวกเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไปเหรอ? พวกเราจะติดอยู่ในชนบทแบบนี้ ไม่มีวันได้กลับเข้าเมืองไปตลอดชีวิตเลยเหรอ?” คิดถึงตรงนี้ ซุนเสิ้งหนานก็รู้สึก
เมื่อเห็นซุนเสิ้งหนานกลับมา คนในครอบครัวรู้สึกประหลาดใจมากกว่ายินดี และเมื่อเห็นว่าเธอกลับมามือเปล่า พวกเขาก็ทำหน้าบึ้งตึง พร้อมมีท่าทีที่เปลี่ยนไป แม้จะรู้ว่าเธอนั่งรถไฟอย่างเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน แต่พวกเขากลับไม่ให้โอกา
เมื่อเหล่าปัญญาชนรู้เรื่องนี้ต่างก็พาอิจฉา อีกทั้งคนสองกลุ่มนี้ยังถือโอกาสมาดูบ้านของลู่เซี่ยก่อนเริ่มงานก่อสร้าง โดยตั้งใจจะใช้แบบบ้านของเธอเป็นตัวอย่างในการสร้างบ้านของตน แต่กลับมีข่าวลือว่าเมื่อเฉิงอวี้เจียวได้ยินเรื่
กระทั่งเมื่อคืนที่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นหลังจากดื่มสุรา ทำให้เธอรู้สึกว่าเรื่องราวได้บานปลายไปมาก แต่ปฏิกิริยาของเจียงจวินโม่กลับอยู่นอกเหนือความคาดหมายของเธอ จริง ๆ แล้วลู่เซี่ยก็รู้สึกได้มาก่อนหน้านี้ว่า เจียงจวินโม
ลู่เซี่ยนิ่งเงียบ ในเมื่อคิดข้ออ้างปฏิเสธไม่ได้แล้ว ท้ายที่สุดเธอก็ได้เพียงยอมรับชะตากรรม ก่อนจะถอดเสื้อนวมออกแล้วมุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่ม โชคดีที่ผ้าห่มค่อนข้างใหญ่ ห่มสองคนก็ไม่รู้สึกอึดอัด ไม่นานเจียงจวินโม่ก็ดับเทียนแล้
เมื่อลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์ก็ได้แต่ตัวหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยปากตอบซูม่าน “ฉันอยากเล่นนะ แต่ฉันไม่รู้วิธีเล่น” “ไม่เป็นไรหรอก ฉันเองก็ไม่รู้วิธีเล่นเหมือนกัน ได้ยินว่ามันเล่นง่ายมาก เดี๋ยวเราค่อย ๆ เรียนรู้ไปพร้อม ๆ กัน แต่หาก
ลู่เซี่ยรู้สึกสนใจเมื่อได้ยินเหล่าปัญญาชนพูดถึงเรื่องเหล่านี้ ในชาติก่อน เธอก็เติบโตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ตอนนั้นพิธีรีตองเหล่านี้ได้เลือนหายไปแทบจะหมดแล้ว ส่วนสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เธออาศัยอยู่ ที่นั่นให้ความสนใจเ
เจียงจวินโม่เห็นเธอร้องไห้ขึ้นมาก็ตกใจทันที จนต้องรีบเข้าไปปลอบโยนอย่างลนลาน แต่เขาไม่คาดคิดว่า ยิ่งปลอบลู่เซี่ยก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ปากบ่นพึมพำไปพลางร้องไห้ไปพลาง ราวกับว่าในโลกนี้ไม่มีใครน่าสงสารเท่าเธออีกแล้ว สุดท้าย
เจียงจวินโม่ก็เช่นกัน ความรู้สึกของเขาที่มีต่อลู่เซี่ยก็แปรเปลี่ยนไปไม่น้อย เนื่องจากร่างกายไม่แข็งแรง ตั้งแต่เด็กจนโตเขาค่อนข้างเงียบขรึม ทำให้เขาคุ้นเคยกับการสังเกตผู้คน แต่ด้วยนิสัยที่อ่อนไหวและละเอียดอ่อน เขาจึงมองออ
หลังกลับมาจากตัวเมือง ตอนนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่สองวันก่อนจะถึงวันปีใหม่ ลู่เซี่ยเคยเป็นเด็กกำพร้ามาก่อน หลังจากข้ามมิติมาก็เจอกับครอบครัวแบบนั้น เธอจึงไม่รู้สึกตื่นเต้นกับวันปีใหม่ แต่เจียงจวินโม่ไม่เหมือนกัน เขาให้ความ
หลังจากออกมาจากห้างสรรพสินค้า ทั้งคู่ตั้งใจจะไปทานอาหาร เพราะตอนนี้ผ่านพ้นมื้อกลางวันไปนานมากแล้ว จึงรู้สึกหิวเล็กน้อย เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐ แม้จะเป็นเวลาบ่าย แต่ที่นี่ก็ยังมีผู้คนมาทานอาหารอยู่ไม่น้อย หลังจากทั้งคู่
หลังจากอาบน้ำได้ไม่นาน โรงอาบน้ำก็เริ่มมีคนเยอะขึ้น ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มีพี่สาวอายุราวสามสิบกว่า ๆ มายืนอยู่ข้าง ๆ ลู่เซี่ย พี่สาวคนนั้นดูเป็นคนเข้ากับคนได้ง่าย ทันทีที่ได้เห็นลู่เซี่ย เธอก็พูดอย่างชื่นชม “น้องส
จากนั้นก็ได้ยินปัญญาชนคนอื่น ๆ อธิบาย “ฤดูหนาวของที่นี่อากาศหนาวจัด การอาบน้ำไม่สะดวก แต่ก่อนจะถึงเทศกาลปีใหม่ ทุกบ้านต่างก็จะอาบน้ำชำระร่างกายกันเป็นอย่างดี ดังนั้นรัฐบาลท้องถิ่นจึงเตรียมคูปองอาบน้ำให้กับแต่ละหมู่บ้านทุ
เนื้อความในจดหมายฉบับนี้ ลู่เซี่ยเขียนลงไปอย่างน่าสงสารที่สุดเท่าที่จะทำได้ บรรยายถึงความทุกข์ยากทุกรูปแบบ เธอเขียนถึงชีวิตในชนบทที่แย่มาก ต้องทำงานไม่มีวันจบสิ้น อดมื้อกินมื้อไม่อิ่มท้อง ไม่มีเสื้อผ้าอุ่น ๆ จึงไม่สามารถ
แม่ลู่ได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกปวดใจอย่างมาก ด้วยความโกรธ เธอจึงตรงไปยังบ้านเช่า และด่าทอพวกเขาจนสาสมใจ กระทั่งสามีของเธอกลับมาถึงบ้านเช่า เขาก็ขอโทษแม่ลู่และสัญญาว่าจะดีกับลู่ชุนต่อไป แม่ลู่ถึงยอมกลับ หลังจากนั้น ตระกูลลู่ก
ลู่เซี่ยมองเนื้อความในจดหมายด้วยสีหน้าเยาะเย้ย ก่อนจะพลิกกลับไปอ่านจดหมายที่ลู่ชิวเขียนถึงเธอ ในจดหมาย ลู่ชิวเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตระกูลลู่ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ลู่ชุนแต่งงาน ตระกูลลู่ก็ไม่
เมื่อชายชราหันไปมองตามเสียงเรียก ก่อนจะพบว่าเป็นเด็กสาวคนหนึ่ง แม้เธอจะสวมเสื้อโค้ททหารและหมวก ทั้งยังมีผ้าพันคอปิดบังใบหน้า ทำให้มองเห็นหน้าตาได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ดูเหมือนว่าเธอยังอายุน้อย สิ่งสำคัญคือการแต่งกายของเธอดูไม
ซุนเสิ้งหนานรับปากด้วยความดีใจ เห็นได้ชัดว่าเธอได้รับคำตอบที่ต้องการจากลู่เซี่ยแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าก็เพิ่มมากขึ้น หลังจากคุยกันไปสักพัก เธอก็อดทนต่อความตื่นเต้นไม่ไหว จึงตั้งใจจะรีบกลับไปเตรียมตัว และหาเวลาเข้าไปในตัวอำเ
เมื่อซุนเสิ้งหนานได้ยินนแบบนั้น คำอธิบายที่เธอเตรียมไว้ก็ชะงักลง สุดท้ายก็ไม่อยากสนใจเฉิงอวี้เจียวอีกต่อไป “ตามใจเธอเถอะ อยากหาก็หาไป” แล้วเธอก็เดินออกไป อวี๋ฟางที่เหลืออยู่ก็พูดกับเฉิงอวี้เจียวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “เธอกิน
ทุกคนต่างเข้าใจให้เหตุผลของลู่เซี่ย แต่ถึงแม้จะเข้าใจเป็นอย่างดี สุดท้ายก็ยังอดอิจฉาไม่ได้ เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมควักเงินมากมายขนาดนั้นเพื่อซื้อเนื้อในคราวเดียว ผู้นำหมู่บ้านเห็นได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มทันที “ต้องการเนื้อหม
ชาวบ้านได้ยินต่างก็พาตื่นเต้นกันใหญ่ “ดีจังเลยนะ มีเนื้อเยอะขนาดนี้ คงจะพอแบ่งให้ทุกบ้านแน่ ๆ” “ถูกแล้ว! ปีนี้บ้านฉันตั้งใจจะแลกไปเยอะหน่อย หลังปีใหม่ลูกชายคนรองก็จะแต่งงานแล้ว” “บ้านฉันก็จะแลกไปเยอะ ๆ เหมือนกัน ไม่ได้กิ
เจียงจวินโม่เห็นท่าทางของลูเซี่ยก็กลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ “คราวหน้าเขียนจดหมายให้ที่บ้านส่งคูปองเนื้อมาให้เพิ่มได้นะ” ลู่เซี่ยได้ยินแล้วก็มองเขาอย่างหงุดหงิด “อย่าพูดเหลวไหล คูปองเนื้อที่บ้านนายก็ให้นายมาหมดแล้ว นายยัง
ลู่เซี่ยไม่รู้ถึงแผนการของเจียงจวินโม่ หลังจากเก็บเกี่ยวธัญพืชเสร็จแล้ว ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น ทีมล่าสัตว์ก็กลับมาอย่างกะทันหัน คนในหมู่บ้านต่างรู้สึกประหลาดใจ เพราะเดิมทีทีมล่าสัตว์จะใช้เวลาอยู่ในป่าราวสิบวันถึงครึ่งเดือ
เมื่อเหล่าปัญญาชนมาถึงลานนวดข้าว พวกเขาต่างได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันถึงเรื่องการล่าสัตว์ในฤดูหนาว ในหมู่บ้านมีหน่วยทหารรักษาความปลอดภัยประจำการอยู่ แต่เป็นเพียงในนามเท่านั้น เพราะโดยปกติแล้วก็ไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น กา
เหล่าปัญญาชนเห็นลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่สวมเสื้อโค้ททหารตัวหนาและหมวกผ้าฝ้าย ต่างก็อดอิจฉากันไม่ได้ เพราะชุดแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะหาใส่ได้ ซุนเสิ้งหนานเห็นเข้าจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “พวกคุณแต่งตัวแบบนี้ ฤดูหนาวนี้