ทะลุมิติยุค 70 ครานี้ข้าขอใช้ชีวิตอย่างสุขสำราญ
ชื่อเรื่องต้นฉบับ: 穿书七零:我的炮灰丈夫十项全能
นิยายแปลไทย อ่านฟรี อัปเดตตอนต่อเนื่อง
สารบัญ
หลังจากพูดคุยกันสักพัก เห็นว่าเวลาล่วงเลยมาสักพักแล้ว พวกเขาจึงเก็บของและไปที่ห้องเรียนล่วงหน้า ความจริงแล้วอาคารเรียนก็อยู่ไกลจากหอพักพอสมควร ระหว่างทางเห็นคนมากมาย ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาใหม่ ดูแล้วมีพลังที่แตกต่างออกไป ส
ถันอวิ๋นฟางฟังแล้วสีหน้าก็ไม่ดีเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง “ฉันหย่าแล้ว ลูกอยู่กับฉัน บ้านฉันตอนนี้ก็อยู่ไกล พ่อแม่ก็ไม่มีเวลาดูแลลูก เลยพาลูกมาด้วยน่ะค่ะ” ลู่เซี่ยและคนอื่น ๆ พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคงจะเริ่มเดาเรื่อง
หลังจากนั้น สาวที่นอนเตียงบนของถันอวิ๋นฟางก็เอ่ยปาก เธอดูค่อนข้างขี้อาย “ฉันชื่อถังย่วน มาจากเขตเมืองหู” เสียงพูดของเธอดูนุ่มนวลและอ่อนหวาน คล้ายสำเนียงของเฝิงเจินจูอยู่บ้าง แต่อ่อนโยนกว่า หน้าตาของเธอก็ขาวสะอาด ดูเหมือน
หลังกลับถึงบ้าน คังคังก็วิ่งตรงไปหาลูกสุนัขทันที แล้วเริ่มเล่ารายละเอียดของชีวิตในวันแรกในโรงเรียนอนุบาลให้พวกมันฟังอย่างละเอียด โดยไม่สนใจว่าพวกมันจะเข้าใจหรือไม่ ลู่เซี่ยยิ้มและไม่ได้สนใจเขา ไม่นาน คุณลุงใหญ่และคุณป้าใ
ไม่คิดว่าอวี๋หวั่นจะถามเธอ “ลู่เซี่ย เธอเลือกเตียงล่างเพราะคิดว่ามันดีเหรอ?” ลู่เซี่ยส่ายหัว “ฉันไม่ได้จะพักในหอน่ะ ดังนั้นห้องพักจึงใช้สำหรับพักกลางวันเท่านั้น ที่ฉันเลือกเตียงล่างเพราะสะดวก กลางวันสามารถมานอนพักได้สักค
บนถนน ลู่เซี่ยกำลังสังเกตสภาพแวดล้อมของโรงเรียน มหาลัยที่มีชื่อดังนับร้อยปีนี้ เธอเคยมาในชาติก่อนแล้ว และเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบันแล้วจริง ๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก ในโรงเรียนเต็มไปด้วยบรรยากาศของมหาวิทยาลัย มีทะเล
คังคังเข้าโรงเรียนอนุบาลในเวลาใกล้เคียงกับที่ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่เปิดเทอม ทั้งสองคนตั้งใจจะไปส่งคังคังที่โรงเรียนอนุบาลก่อน แล้วค่อยไปมหาลัย แต่ผลคือถูกคุณปู่เจียงปฏิเสธออกมาทันที “ไม่ต้องให้พวกเธอไปหรอก เดี๋ยวฉันจะไป
พี่ชิวยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดนั้น “ดูเหมือนว่าเธอจะอยู่บ้านสามีได้อย่างสบายใจเลยนะ” ลู่เซี่ยพยักหน้า “พวกเขาเป็นคนดีกันทั้งนั้นเลยค่ะ” พี่ชิวจึงวางใจ จากนั้นทั้งสองก็คุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ลู่เซี่ยถึงไ
คุณปู่ต่งตกลงช่วยเหลือทันที และหาคนมาช่วยได้อย่างรวดเร็วด้วย จากนั้นทั้งสองคนก็บอกกับคนปรับปรุงนั้นว่าต้องการปรับปรุงอะไรอย่างไร แต่เนื่องจากลู่เซี่ยคิดว่าไม่อยากทำลายโครงสร้างภายนอก จึงต้องการปรับปรุงบนพื้นฐานเดิม เพื่อ
หลังจากกลับมาแล้ว ทุกคนก็เริ่มก็เตรียมตัวฉลองปีใหม่ ในวันส่งท้ายปีเก่า ลู่เซี่ยช่วยป้าหวังทำความสะอาดบ้านอย่างดี จากนั้นเจียงจวินโม่กำลังเขียนตุ้ยเหลียน *[1] บนโต๊ะกับคุณปู่ ส่วนคังคังยืนดูอยู่ข้างๆ ด้วยความตื่นเต้น ดูเห
หลังจากบอกลาคุณยายหลิวเรียบร้อยแล้ว ลู่เซี่ยก็เห็นว่ามีคนออกมาจากบ้านใกล้เคียงหลายคน คาดว่าพวกเขาคงได้ยินบทสนทนา แต่ก็ไม่ได้ทักทายอะไร อาจเป็นเพราะไม่รู้จักกัน แต่ลู่เซี่ยและเพื่อนคิดว่าต่อไปคนเหล่านี้จะเป็นเพื่อนบ้านของ
หลังจากนั้น ทั้งสองคนก็มองดูสิ่งของเหล่านี้ ลู่เซี่ยครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า “สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า พวกเราต่อไปถ้าไม่จำเป็นก็อย่าเอาออกมาใช้เลย เก็บไว้เป็นสมบัติประจำตระกูลดีกว่า” “ตกลง!” หลังจากนั้นทั้งสองคน
หลังจากดูรอบหนึ่งแล้ว เจียงจวินโม่ก็พาลู่เซี่ยกลับไปที่ห้องนอนใหญ่ จากนั้นเขาก็เดินตรงไปที่ตู้ขนาดใหญ่ตู้หนึ่ง แล้วยื่นมือไปเปิดประตู …ข้างในว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย แต่เขาไม่ได้สนใจอะไรมาก กลับเคาะที่ด้านข้างของตู้ที่ติดกั
เมื่อประตูเปิดออก ลู่เซี่ยมองเข้าไปข้างใน สิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงบังตา ซึ่งบดบังทัศนียภาพของลานบ้าน จากนั้นทั้งสองก็เดินเข้าไปข้างใน เมื่อเดินอ้อมกำแพงที่บังตาไป ก็จะมองเห็นสภาพภายในลานบ้านได้ทันที เป็นโครงสร้างแบบบ้านสี่
วันรุ่งขึ้น ทั้งสองคนที่นอนหลับสบายตื่นแต่เช้า เมื่อลงมาที่ชั้นล่างก็พบว่าป้าหวังได้ทำอาหารเช้าเสร็จแล้ว แม้ว่าใกล้จะถึงปีใหม่แล้ว แต่ลุงใหญ่และป้าใหญ่ก็ยังต้องไปทำงานอยู่ทุกวัน ป้าใหญ่ปีนี้ไม่ต้องเข้าเวร แต่ก็จะได้หยุดแ
ลู่เซี่ยรู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น “ไม่หรอกค่ะ จริง ๆ แล้วเขาดูแลหนูมากกว่า มีหลายอย่างที่หนูทำไม่เป็น โดยเฉพาะการเลี้ยงลูก ทั้งเรื่องใหญ่เรื่องเล็ก ล้วนต้องพึ่งเขาทั้งนั้น” ป้าใหญ่ยิ้มเมื่อได้ยินดังนั้น “จวินโ
ส่วนคนอื่น ๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงรู้ว่าพวกเขากลับมาเพราะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ “โอ้โห! เยี่ยมมากเลยนะเนี่ย สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วหรือ! ไปสอบที่ไหนมาล่ะ? ลูกชายบ้านฉันคราวนี้สอบไม่ติดล่ะ” ตอนนี้คุณปู่เจียงก็สามารถอวดไ
เจียงจวินโม่เห็นสถานการณ์ตรงหน้าแล้วก็ยิ้ม “สุนัขสองตัวที่บ้านคุณปู่ต่งยังอยู่นะ ไม่คิดว่าจะแข็งแรงขนาดนี้” “ใช่แล้ว ทุกวันนอกจากกินก็นอนนั่นแหละ พวกมันก็เกษียณอายุแล้ว กิน ดื่ม ขับถ่าย มีคนคอยดูแลหมด สบายกว่าฉันอีก” คุณ
หลังจากจัดเก็บข้าวของเสร็จ ทั้งสองคนก็ลงมาชั้นล่าง ที่นั่นไม่มีคุณปู่เจียงและคนอื่น ๆ มีเพียงป้าหวังที่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับอาหารกลางวัน พอลู่เซี่ยเห็นสถานการณ์แล้วก็จะเข้าไปช่วย แต่ป้าหวังรีบปฏิเสธทันที ทั้งสองคนก็เ
เจียงจวินโม่ยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องกังวล เขาคงไม่ไปไกล น่าจะไปอวดที่บ้านคุณปู่ต่งข้าง ๆ นี่แหละ” ลู่เซี่ยสงสัย “อวดอะไรหรือ?” เจียงจวินโม่อธิบายพร้อมรอยยิ้ม “คุณปู่ต่งกับคุณปู่เป็นเพื่อนทหารเก่ากันน่ะ พอแก่ตัวลงทั้งสองคนก
เมื่อลู่เซี่ยและคนอื่น ๆ มาถึงในช่วงเช้า พวกเขาพบว่ามีเพียงสตรีวัยกลางคนคนหนึ่งอยู่ในบ้าน ลู่เซี่ยหันไปมองอย่างพินิจพิเคราะห์ คนผู้นี้ดูเรียบง่ายและมีร่องรอยของกาลเวลา เห็นได้ชัดว่ามาจากชนบท คงไม่ใช่ป้าใหญ่อย่างแน่นอน จา
ลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่นั้นจริง ๆ แล้วทั้งคู่ไม่ได้คุยกันละเอียดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ แต่เธอก็รู้อาชีพของคนในครอบครัวเขาทั้งหมดแล้ว ดูแล้วก็รู้ว่าไม่ธรรมดาเลย ดังนั้นลู่เซี่ยจึงถามเจียงจวินโม่เบา ๆ ว่า “คุณปู่ของคุณเกษ
ตอนกลางคืนคังคังนอนกับเจียงจวินโม่ ลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่ตกลงกันไว้แล้วว่า พวกเขาจะผลัดกันเฝ้าลูก คนหนึ่งนอนครึ่งแรกของคืน อีกคนนอนครึ่งหลัง แต่ในครึ่งแรกของคืนทั้งสองคนไม่ได้นอนเลยเพราะเสียงร้องไห้ของเด็กคนนั้น พอถึงคร
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งสองคนจัดเก็บของเล็กน้อย จากนั้นก็มีคนอื่น ๆ เข้ามาในห้องโดยสารนี้อีกหลายคน จนเต็มห้อง โดยฝั่งของลู่เซี่ยนั้น เตียงชั้นบนเป็นพี่สาวอายุราวสามสิบกว่า ส่วนฝั่งตรงข้ามเตียงชั้นกลางและชั้นบนเป็น
ใกล้ถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ผู้คนบนรถไฟมีมากเป็นพิเศษ แม้ว่าพวกเขาจะพยายามนำของติดตัวมาให้น้อยที่สุดแล้ว แต่เพราะมีเด็กมาด้วยจึงยังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่นัก โชคดีเพียงอย่างเดียวคือเจียงจวินโม่ได้จ่ายเงินก้อนใหญ่ให้คนขายตั๋
บรรยากาศงานเลี้ยงส่งเต็มไปด้วยความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แม้ว่าลู่เซี่ยจะย้ายออกจากที่พักของปัญญาชนไปไม่นาน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกปัญญาชนก็ยังคงมีความสัมพันธ์กันในฐานะคนกลุ่มเดียวกัน และในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ ทุกคนต่างช
ครั้งนี้ จวงหงเหมยไม่ได้ตอบกลับ ตอนนี้เธอรู้สึกเสียใจมากจริงๆ ไม่ใช่เสียใจที่ขโมยจดหมายตอบรับเข้าเรียนของซูม่าน แต่เสียใจที่ไม่ได้ฉีกทิ้งทันทีหลังจากได้มา ความจริงเธอเคยคิดเอาไว้แล้ว ถ้าฉีกทิ้งแม้ซูม่านจะรู้ว่าเป็นฝีมือเ
ซูม่านยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ได้ยินเด็กหญิงพูดว่า “คุณจะไม่พาแม่ไปได้ไหมคะ?” ซูม่านชะงัก ในทันใดนั้นก็ตระหนักได้ว่านี่คือใคร ขณะนี้ชาวบ้านก็เริ่มรู้ตัวแล้ว “โอ้ นี่ไม่ใช่ลูกสาวคนโตของเฉินเอ้อร์หรอกหรือ? โตขนาดน
จวงหงเหมยถูกทำให้ตกใจไปบ้างจากท่าทีของซูม่านที่พร้อมจะแจ้งความทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง แต่ตอนนี้เมื่อเห็นเธอกลับมา เธอก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมรับ “ฉันไม่ได้ทำจริง ๆ ฉันไม่ได้เอาไป เธอใส่ร้ายฉัน!” แต่ตอนนี้คน
แม้ผู้ใหญ่บ้านจะพูดว่าจะเข้าข้างซูม่าน แต่ดูจากคำเรียกก็รู้ได้ว่ายังเข้าข้างจวงหงเหมยอยู่ดี เพราะกำลังนับเงินอยู่ดีๆ ก็ถูกเธอก่อเรื่องขึ้นมา ทำให้ทุกคนต้องมายืนตากอากาศหนาวอยู่ข้างนอก ใครก็คงอารมณ์ไม่ดี ตอนนี้ซูม่านรู้แก
ผลลัพธ์คือเมื่อเดินเข้าไปก็ได้ยินจวงหงเหมยกำลังตะโกนเสียงดัง “ปล่อยฉันนะ! ซูม่าน เธอเป็นบ้าหรือไง? ทำไมถึงลากฉันแบบนี้!” ป้าในหมู่บ้านเห็นเหตุการณ์จึงรีบเกลี้ยกล่อมทันที “ปัญญาชนซู นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ลูกสะใภ้บ้านเ
ลู่เซี่ยหันกลับไปมองบ้านที่อาศัยอยู่มาสี่ปี รู้สึกเศร้าใจและอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง และในลานบ้านยังกองฟืนเต็มไปหมด คงใช้ไม่หมดแล้ว ไก่อีกหลายตัวก็ถูกเจียงจวินโม่ฆ่าตอนที่ลู่เซี่ยพาคังคังออกไปข้างนอก พอคังคังรู้ว่าพวกมันหายไป
ในช่วงเวลานี้ ที่พักของปัญญาชน มีคนหนึ่งได้รับจดหมายตอบรับเข้าเรียน และคนคนนั้นก็คือกู้เซี่ยงหนาน เขาสอบติดมหาวิทยาลัยการเมืองและกฎหมายของปักกิ่ง คาดว่าหลังจบการศึกษาคงตั้งใจจะเข้าสู่วงการการเมือง หลังจากนั้น หลี่อ้ายกั๋
ตอนกลางคืน หลังจากคังคังเข้านอนแล้ว ลู่เซี่ยกับเจียงจวินโม่จึงมีเวลาคุยกันอย่างเต็มที่ และวันนี้เองที่ทำให้พวกเขารู้ว่าตนเองนั้นได้เดินทางผ่านประสบการณ์มามากมาย ทั้งคู่รู้สึกว่ามันไม่เหมือนจริง จนกระทั่งตอนนี้พวกเขาถึงได
เมื่อลู่เซี่ยและเจียงจวินโม่มาถึง พวกเขาเห็นบุรุษไปรษณีย์ถูกล้อมรอบอย่างแน่นขนัด ทุกคนพูดพร้อมกันเสียงดัง แล้วถามว่ายังมีจดหมายแจ้งผลที่ยังไม่ได้ส่งอีกหรือไม่ จากนั้นบุรุษไปรษณีย์ก็ได้มีโอกาสพูดแทรกขึ้นมาในช่วงที่ทุกคนหย
สามวันต่อมา เจียงจวินโม่กลับมาเมื่อดูจากสีหน้าของเขาก็รู้ว่าทำข้อสองได้แน่นอน ลู่เซี่ยจึงไม่ถามอะไรมาก ส่วนคังคังนั้นคิดถึงพ่อของเขามากในช่วงหลายวันนี้ พอเห็นพ่อกลับมาก็เหมือนตอนที่อยู่กับลู่เซี่ยใหม่ ๆ คังคังมักจะวิ่งตา
เจียงจวินโม่ไม่อยู่บ้าน หลังจากลู่เซี่ยทำอาหารเสร็จ เธอก็กินข้าวกับลูกชาย เจ้าตัวน้อยคงจะนอนไม่ค่อยหลับในช่วงไม่กี่วันนี้ เพราะหลังจากที่เขากินข้าวเสร็จ หัวก็เริ่มโอนเอนไปมาด้วยความง่วง ดูท่าจะหลับอยู่แล้ว ลู่เซี่ยรู้สึก
“ใช่แล้ว คังคังลูกของคุณน่ารักมากเลย ตัวเล็กแค่นี้ ไม่ร้องไห้ ไม่งอแง ยังช่วยฉันทำงานอีกด้วย ไม่เคยเห็นเด็กที่รู้ความเท่าเขามาก่อนเลยนะ พอมาเทียบกับลูกของฉัน เขาเหมือนลิงไปเลย!” คนพูดคือป้าชุ่ยอวิ๋น ด้านหลังของเธอมีลูกสะ
เดือนธันวาคม ปี 1977 ฤดูหนาวในปักกิ่งหนาวมาก แต่ก็ไม่อาจต้านทานความกระตือรือร้นของผู้เข้าสอบได้ แต่เช้าตรู่ หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจสอบหลายขั้นตอน ลู่เซี่ยก็ได้นั่งลงในห้องสอบในที่สุด ซึ่งตอนนั้นเธอกำลังจะเผชิญกับจุดเปล
“ได้ยินว่าปัญญาชนจวงเดิมทีก็อยากสอบด้วย แต่สุดท้ายก็ตั้งครรภ์อีกรอบ ตระกูลเฉินเลยไม่ยอม ยังทุบตีเธออีก เธอจึงล้มเลิกความคิดนี้ไป” “จวงหงเหมยหรือ? เธอตั้งครรภ์แล้วครอบครัวสามียังทุบตีเธออีกเนี่ยนะ?” เสิ่นชิงชิงถอนหายใจ “เ
ลู่เซี่ยและซุนเสิ้งหนานตอนนี้กำลังฟังการอภิปรายของทุกคนอยู่ด้านหลัง จากนั้นลู่เซี่ยก็ได้ยินซุนเสิ้งหนานถามลู่เซี่ยเบาๆ ว่า “เธอตั้งใจจะสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหน?” ลู่เซี่ยตอบตรง ๆ ไปว่า “แน่นอนว่าต้องเป็นเมืองหลวง เพราะไม่
เจียงจวินโม่ได้ยินดังนั้นก็เงียบไปครู่หนึ่ง ไม่ได้บอกว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ เพียงแต่ถามว่า “ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เธออยากเรียนสาขาอะไร?” ลู่เซี่ยหันไปคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอไม่มีความคิดอะไรเกี่ยวกับสาขาวิชาจริง ๆ เพราะเธอไ
ไม่กี่วันต่อมา หลังจากได้ยินเรื่องความยากลำบากในการซื้อหนังสือ และประโยชน์ของ “ชุดหนังสือเรียนด้วยตนเองวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี” ซุนเสิ้งหนานก็มาหาลู่เซี่ยอีกครั้ง เธออยากนำชุดหนังสือนี้ออกมาอ่านร่วมกับทุกคน “เธอแน
บทที่ 290 ซื้อหนังสือ สองคนเดินตามทุกคนไปยังที่พักของปัญญาชน คราวนี้ไม่ใช่แค่พวกปัญญาชนที่อยู่ในที่พักของปัญญาชนเท่านั้นที่มา ยังมีบางคนที่แต่งงานและตั้งรกรากในหมู่บ้านแล้วด้วย นอกจากนี้ยังมีชาวบ้านอีกสองคนที่มีลูกเรียนอ
ลู่เซี่ยมองแผ่นหลังของซุนเสิ้งหนานพลางยิ้มและส่ายหัว จากนั้นก็หยิบชุดหนังสือ “คู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเองวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี” ออกมาส่งให้เธอ การสอบเข้ามหาวิทยาลัยใกล้เข้ามาแล้ว เห็นเธอกระวนกระวายขนาดนี้ มีหนังส
เมื่อหวังเหวินเพ่ยกลับมา เธอก็พบว่าที่พักของปัญญาชนคึกคักมาก แม้แต่คนที่ย้ายออกไปอยู่ที่อื่นก็ยังกลับมา และเมื่อได้ยินว่าพวกเขาจัดงานเลี้ยงส่งให้เธอ ไม่รู้ทำไมเธอถึงได้รู้สึกซาบซึ้งใจขึ้นมาทันที ตลอดปีกว่าที่ผ่านมานั้น เ
เมื่อเห็นว่ารถไฟใกล้จะมาถึงแล้ว สุดท้ายเขาก็เพียงแค่กอดน้องชายร่วมที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วคนนี้ ตบไหล่เขาแล้วนัดหมายว่า “เจอกันตอนกลับไปนะ” เจียงจวินโม่ก็ยิ้มตอบ “ได้ครับพี่ วางใจได้ ผมจะไปหาพี่ทันทีที่กลับไปเลย” พี่สวีพยักห
ซุนเสิ้งหนานได้ยินแล้วสีหน้าชะงักไป จากนั้นใบหน้าของเธอก็แสดงความประหลาดใจ “เธอหมายความว่า? อะไร?” ลู่เซี่ยส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่เห็นว่าช่วงนี้มีข่าวต่าง ๆ มากกว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันก็แค่อยากเตรียมตัวไว้ก่อ
หลังจากส่งซูม่านกลับไปแล้ว ลู่เซี่ยก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย คาดไม่ถึงว่าซูม่านจะบอกเรื่องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเธอทางอ้อมแบบนี้ ‘หรือว่าตอนนี้เธอเห็นฉันเป็นเพื่อนแล้ว?’ ลู่เซี่ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ จนกระทั่งเจียงจวินโม่เด
หลังจากไปอวยพรปีใหม่แล้วกลับมาบ้าน ไม่นานซูม่านก็มาหาเธอ ลู่เซี่ยคิดว่าเธอคงมาอวยพรปีใหม่จึงยิ้มทักทาย แต่กลับพบว่าสีหน้าของซูม่านไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซูม่านฝืนยิ้มเล็กน้อยแล้วก็ไม่พูดอะไรมากนัก ลู่เซี่ยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้